จุฬาฯ เสนอ คสช.แก้ปัญหาทรัพยากร-ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ "หมอประเวศ" ชี้ไทยเผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำทุกด้าน
นางสาวสมพร เพ็งคำ นักวิจัยสมทบ สถาบันวิจัยสังคม กล่าวว่า กรณีของเหมืองทองคำ จ.เลย สะท้อนว่า ความเห็นชาวบ้านต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้รับความสนใจ กระทั่งเกิดปัญหาความขัดแย้งรุนแรงระหว่างชาวบ้านกับผู้ได้รับสัมปทาน โดยเฉพาะเหตุการณ์เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา มีกลุ่มชายฉกรรจ์ 300 คนพร้อมอาวุธครบมือข่มขู่และทำร้ายชาวบ้านที่คัดค้านการทำเหมืองแร่
ขณะที่มีข้อมูลชัดเจนว่าใน 6 หมู่บ้านพบสารปนเปื้อนของโลหะหนัก ได้แก่ สารหนู ตะกั่ว แมงกานีส และแคดเมียม รวมถึงไซยาไนด์ ในตัวชาวบ้านโดยมีชาวบ้านที่ป่วยด้วยโรคที่สงสัยว่าจะมาจากการรับสารพิษสะสมในร่างกาย เช่น แขนขาอ่อนแรงและเป็นอัมพาต
ทั้งนี้ สถาบันวิจัย ได้เสนอให้ คสช.เข้ามาแก้ปัญหาเรื่องนี้ โดยในระยะสั้นขอให้ส่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคัดกรองผู้ป่วยและกลุ่มเสี่ยง จากนั้นขอให้เร่งบำบัดและฟื้นฟูแหล่งน้ำและดินที่มีการปนเปื้อนสารพิษ เพื่อให้ชาวบ้านกลับมาอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย
จากกรณีนี้ สถาบันวิจัยยังเสนอให้มีการปฏิรูปและปรับเปลี่ยนกลไกจัดการทรัพยากรแร่ เป็นส่วนหนึ่งของประเด็นการปฏิรูปประเทศ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน บนหลักความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมและธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศ
ต่อมาคือกรณีเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงบุตร โดย นางสาวราณี หัสสรังสี นักวิจัยสมทบ สถาบันวิจัยสังคม กล่าวว่า สังคมไทยมีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูง จึงควรให้ความสนใจจัดสรรทรัพยากรในระหว่างคนรวยกับคนจนให้เป็นธรรมมากขึ้น ซึ่งการอุดหนุนเงินเพื่อการเลี้ยงดูบุตรถือเป็นนโยบายที่ควรผลักดัน
นางสาวราณี กล่าวว่า เด็กปฐมวัยถือว่ามีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ แต่การดูแลเด็กกลุ่มนี้ในครอบครัวผู้มีรายได้น้อยไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐานการเลี้ยงดูขั้นต่ำ นอกจากนี้ในหลายประเทศได้มีการออกกฎหมาย ซึ่งถือว่าเป็นมาตรการด้านสวัสดิการเด็กและครอบครัว
สำหรับข้อเสนอต่อ คสช.นั้น เห็นว่า ควรจัดให้มีนโยบายเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูบุตร ซึ่งเด็กเล็กที่จะได้รับการสนับสนุน ควรได้รับตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนถึง 6 ขวบ จำนวนเงินที่จะนำมาอุดหนุนควรอยู่ที่ 600 บาทต่อเดือน โดยอาจเป็นแบบถ้วนหน้า
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นปัญหาของสังคมไทยต้องรีบแก้ไข โดย ดร.สุรางค์รัตน์ จำเนียรพล นักวิจัย ประจำสถาบันวิจัยสังคม เสนอหัวข้อ "หนี้นอกระบบกับความเป็นธรรมทางสังคม" โดยสำรวจลูกหนี้ 4,709 ราย จาก 12 จังหวัด
ดร.สุรางค์รัตน์ กล่าวว่า หนี้นอกระบบเป็นตัวอย่างของความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจ โดยพบว่า ยิ่งลูกหนี้มีรายได้น้อยก็ยิ่งมีสัดส่วนหนี้มาก และเมื่อพิจารณาวัตถุประสงค์ของการกู้ยืมเพื่อใช้จ่ายในครัวเรือนก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจ
แม้ว่าการสำรวจของสำนักสถิติแห่งชาติ ปี 2554 พบว่ามีหนี้นอกระบบ 6.1 เปอร์เซ็นต์ซึ่งเป็นเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับหนี้ในระบบ แต่การสำรวจครั้งนี้พบว่า ลูกหนี้นอกระบบ สัดส่วน 48.4 เปอร์เซ็นต์เป็นหนี้ในระบบด้วย แสดงให้เห็นว่าหนี้นอกระบบเชื่อมโยงกับปัญหานี้ในระบบ
ดร.สุรางค์รัตน์ กล่าวว่ารัฐบาลที่ผ่านมามักแก้ปัญหาแบบเหมารวมในการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ แต่ในความเป็นจริงกลับพบว่าลูกหนี้นอกระบบมีหลากหลายมาก ดังนั้นการดำเนินนโยบายจึงต้องแยกแยะลูกหนี้ออกมาให้ชัดเจนและออกนโยบายแก้ปัญหาให้แต่ละกลุ่มเป็นการเฉพาะ
ส่วนงานวิจัยอีกชิ้นของนางสาววิชยา โกมินทร์ นักวิจัยจากสถาบันวิจัยสังคม เสนอหัวข้อ "การสร้างความเป็นธรรมสังคมเรื่องที่อยู่อาศัยในกลุ่มคนจนเมือง" ซึ่งเป็นอีกปัญหาที่รัฐบาลต้องเข้ามาแก้ไข
จากการสำรวจพบว่า ชุมนุมแออัดทั่วประเทศมีถึง 6,334 แห่ง และคิดเป็น 1.63 ล้านครัวเรือน ในจำนวนนี้เป็นผู้เดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยมากถึง 44.69 เปอร์เซ็นต์ หรือ 7.28 ครัวเรือนแต่ปรากฏว่าในช่วงเกือบ 10 ปี ที่รัฐบาลดำเนินโครงการบ้านมั่นคง สามารถทำได้เพียง 1,548 โครงการ รองรับได้เพียง 90,876 ครอบครัวหรือ 12.47 เปอร์เซ็นต์ และส่วนใหญ่เป็นโครงการในกรุงเทพฯดังนั้น การแก้ปัญหาคนจนเมืองจึงต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดใหม่ โดยต้องยึดหลักสิทธิในที่อยู่อาศัยของคนจนเมือง ซึ่งนอกจากจะเป็นพลเมืองของประเทศแล้ว ยังควรต้องรับสิทธิได้รับที่อยู่อาศัยที่มีความปลอดภัยตามอัตภาพด้วย
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กล่าวว่า สังคมไทยมีปัญหาความไม่เป็นธรรมในทุกด้าน ทั้งเรื่องความเหลื่อมล้ำในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากร ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และความเหลื่อมล้ำทางอำนาจ
"ถ้าเอาความเป็นธรรมไปจับจะเจอทุกเรื่อง แม้แต่ความตายก็ไม่เป็นธรรม คนจนยังตายด้วยเรื่องที่ไม่ควรตายมากกว่าคนรวย" นพ.ประเวศกล่าว
นพ.ประเวศ กล่าวด้วยว่า การศึกษาในสังคมตะวันตกที่เจริญแล้วและมีประชาธิปไตยยังมีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ ยกตัวอย่างสหรัฐเป็นปรากฏการณ์ 99 ต่อ 1 คือการพัฒนาเป็นประโยชน์ต่อคนเพียงเปอร์เซ็นต์เดียวนอกจากนี้การศึกษาความเหลื่อมล้ำทั่วโลกยังพบปรากฏการณ์ 10 ต่อ 90 และ 90 ต่อ 10 คือ คน 10 เปอร์เซ็นต์เป็นเจ้าของทรัพย์สิน 90เปอร์เซ็นต์ ขณะที่คน 90 เปอร์เซ็นต์เป็นเจ้าของทรัพย์สินเพียง 10 เปอร์เซ็นต์
นพ.ประเวศ กล่าวว่า การกระจายทรัพยากรในสังคมไทยไม่เป็นธรรมอย่างมาก และปรากฏการณ์ 10 ต่อ 90 และ 90 ต่อ 10 อาจเป็นจริงสำหรับสังคมไทยเมื่อทรัพยากรเหลือน้อยเกินไปสำหรับคนทั้งประเทศได้ก่อให้เกิดความรุนแรงในหลายด้าน ทำให้คนจนมีคุณภาพชีวิตเลวร้ายลง เกิดการแย่งชิงฉ้อโกงกันไปทั่ว ข้าราชการเงินเดือนต่ำ ไม่พอกินไม่พอใช้ ไม่ตั้งใจทำงาน แสวงหารายได้นอกหน้าที่
"ประชาชนที่จนเกินก็ตกอยู่ในระบบอุปถัมภ์ทำให้เกิดการเมืองแบบธนาธิปไตยที่มีคุณภาพต่ำ คอร์รัปชันสูง ทำให้ประเทศไทยติดอยู่ในวังวนความขัดแย้งและความรุนแรง ได้ตัวแทนได้คนที่ไม่เหมาะสมกับการทำหน้าที่นิติบัญญัติก็เกิดปัญหาไปทั่ว" นพ.ประเวศ กล่าว
เขาบอกว่า แม้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องที่แก้ไขยากแต่ก็ต้องทำ หากต้องการให้สังคมเกิดความเป็นธรรมและอยู่อย่างสันติ เพราะความเหลื่อมล้ำยิ่งมากเท่าไร ปัญหาสังคมก็ยิ่งรุนแรง นำไปสู่การจลาจลและใช้ความรุนแรงได้ง่าย เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว





