ปปช.จัดงาน"พอกันที การโกง" เสวนาต้านโกง ชี้ทุจริตคือขยะประเทศ จี้ล้างวงจร "การเมือง-ขรก-พ่อค้า"
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จัดนิทรรศการเรื่อง "พอกันที การโกง" โดยได้เปิดตัวรถประชาสัมพันธ์สำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อโรดโชว์ต้านภัยทุจริตทั่วประเทศ และจัดตั้ง "พิพิธภัณฑ์และหอจดหมายเหตุ การป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ" พร้อมมีการเสวนาของผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องกับงานต้านคอร์รัปชัน
นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า การป้องกันการทุจริตจะไม่ได้ผลถ้าไม่สร้างจิตสำนึกการเรียนรู้ ทั้งปัญหาที่เกิดขึ้นและข้อผิดพลาดว่าทำไมจึงเกิดการทุจริต ทำไมคดีความจึงมีจำนวนมาก และทำไมคนยังรู้สึกว่าทุจริตแล้วไม่เป็นไร ขอให้ได้ประโยชน์ก็พอ สิ่งเหล่านี้มันฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกของคนไทยตลอด
"การทุจริตเป็นสิ่งน่ารังเกียจของสังคมโลก ทุกประเทศพยายามดิ้นรนไปสู่จุดที่ใสสะอาด เรื่องความโปร่งใสมีการจัดเรตติ้งกันทุกปีโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ปรากฏว่าไทยสาละวันเตี้ยลงทุกที จากอันดับ 80 กว่าเป็นอันดับที่ 102 แล้ว ซึ่งเดือน ธ.ค.นี้จะรอดูว่าจะร่วงหล่นหรือดีขึ้น"
นายวิชา กล่าวต่อว่า การโกงเหมือนขยะของประเทศ ขยะดังกล่าวสุมอยู่ในประเทศไทยมายาวนานมาก เป็นขยะความคิด ขยะทัศนคติ ทำให้เราต้องต่ำเตี้ยลงในสายตาประชาคมโลก คนไทยเต็มไปด้วยระบบอุปถัมภ์ ถ้ารู้จักกันจะวิ่งเต้นช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เอาลูกหลานที่ไม่มีความสามารถเข้าไปทำงาน จึงไม่สามารถบริหารจัดการบ้านเมืองได้ รวมถึงการจัดซื้อจัดจ้างก็มีปัญหา ขณะนี้กำลังสู้ให้มีความใสสะอาด ไม่ใช่อาศัยบริษัทพรรคพวก เครือญาติ
"เราต้องตัดแนวความคิดเรื่องทุจริตออกไปให้ได้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงกำหนดยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งมียุทธศาสตร์สำคัญเรื่องการศึกษาที่ให้ประชาชนเรียนรู้จากสิ่งที่ผิดพลาด เป็นการสร้างองค์ความรู้ ขณะนี้เรามี ป.ป.ช.จังหวัดครบ 77 จังหวัดแล้ว ต่อไปหากมีการชี้มูลองค์กรที่ทุจริต ไม่ว่าจะเป็น อบต. (องค์การบริหารส่วนตำบล) หรือเทศบาล เราจะแพร่กระจายความรู้ไปยังชุมชนนั้นๆ ทันที เพื่อให้ประชาชนรู้ว่าขณะนี้งบประมาณของท่านถูกเจียดไปเข้ากระเป๋านักการเมืองเท่าไร"
นายวิชา ยังแสดงความคาดหวังว่า เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาทำงาน ประชาชนอยากเห็นการจัดระเบียบเรื่องทุจริต โดยทำอะไรในเชิงเปลี่ยนแปลงจริงๆ ไม่ใช่เปลี่ยนแค่สัญลักษณ์
ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภาคราชการต้องรู้บทบาทตัวเองเป็นสำคัญ เมื่อตัดสินใจเข้ามารับราชการแล้วต้องเสียสละ หากเข้ามาแล้วไม่รู้จักหน้าที่ตนเอง ถือว่าผิดตั้งแต่ต้น จะหวังเข้ามาวางอำนาจบาตรใหญ่ ฉกฉวยโอกาส อยากมีอำนาจวาสนาแบบสุดโต่ง บ้านเมืองจะเกิดความไม่เรียบร้อย
ที่ผ่านมาประเทศชาติดำรงความสง่างามมาตลอด เพิ่งจะมีระยะหลังที่ระบบระเบียบการปกครองขาดความถูกต้องและไม่เหมาะสม ผู้คนจึงลอกเลียนแบบอย่างที่ไม่ดี ระบบในช่วงหลังขาดการยึดเหนี่ยวเรื่องธรรมภิบาล การเมืองมาครอบงำ ทำได้แม้กระทั่งเอาการเมืองมาแบ่งแยกผู้คน ไม่มีที่ไหนเขาทำกัน เพราะชาติต้องมาก่อน การเมืองมาทีหลัง เราต้องสร้างความรักชาติในหมู่พลเมืองให้เกิดขึ้น แล้วให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ช่วยกันทำหน้าที่เป็นสถาปนิกใหญ่ช่วยกันสเก็ตซ์ภาพบ้านเมืองไทยให้ดี ให้เป็นที่พึงปรารถนา
"อย่างเรื่องข้าว หากมองในเชิงความถูกต้อง ความสุจริต และยุติธรรม เขาจะไม่ทำโครงการนี้ เพราะก่อให้เกิดความเสียหายมาก โดยเฉพาะกับเกษตรกร ชาวนา ซึ่งถือเป็นผู้ที่มีบุญคุณต่อประเทศไทย ที่ผ่านมาข้าวไทยขึ้นชื่อมากในต่างประเทศ แต่ก็ต้องมาเกิดปัญหา ดังนั้นข้าราชการต้องค้านบ้างหากเห็นว่าไม่ถูกต้อง ไม่ใช่ตามใจทุกเรื่อง พูดด้วยเหตุผล เขาจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง" ม.ล.ปนัดดา ระบุ
ขณะที่ นายมานะ นิมิตรมงคล ผู้อำนวยการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น กล่าวว่า มีคำถามมากว่าใครเป็นตัวการที่ทำให้เกิดการทุจริต บ้างก็มองว่านักการเมืองทั้งส่วนกลางและท้องถิ่น เพราะเป็นผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบาย อาศัยพวกพ้องของตน ผู้ใต้บังคับบัญชาเห็นเช่นนั้นจึงเอาเป็นตัวอย่าง ส่วนข้าราชการซึ่งมีความรู้ในระบบการทำงาน หากไม่ชงเรื่องหรือเป็นไม้เป็นมือให้นักการเมืองคงไม่มีทางสำเร็จ และภาคเอกชนหากไม่เสนอสินบนแล้วจะเกิดการคอร์รัปชันได้อย่างไร ทั้งหมดนี้คือผู้เกี่ยวข้องกับปัญหา
นายมานะ ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า งบประมาณในการโฆษณาของภาครัฐกว่า 7 พันล้านบาทต่อปีนั้น ใช้ไปอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติจริงหรือไม่ ที่ผ่านมาเงินเหล่านี้เข้าไปแทรกแซงสื่อ จนสามารถกำหนดทิศทางการทำงานได้ใช่หรือไม่





