วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

แนะคลังเก็บภาษีผู้ใช้น้ำภาคอุตสาหกรรม

เกษตรฯแนะคลังหาวิธีเก็บภาษีการใช้น้ำภาคอุตสาหกรรม หลังมีการใช้น้ำเพิ่มขึ้นทุกปี

ขณะที่ห้างสรรพสินค้าหลายจังหวัดตัวการก่อสร้างปิดกั้นทางน้ำไหล เตรียมระดมเจ้าหน้าที่ชลประทานทั่วประเทศ เปิดรับฟังความเห็นประชาชน ก่อนจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำ คาดสรุปผลเสนอคสช.ได้เดือนต.ค.นี้ ห่วงปริมาณน้ำไม่เพียงพอเหตุมีการทำนาปรังทะลุแผนไปถึง 9 ล้านไร่แล้ว

นายเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่าในการประชุมรับทราบนโยบายเพื่อจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำ ว่าปัจจุบันความต้องการใช้น้ำของทุกภาคส่วนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี ขณะที่การจัดเก็บน้ำในประเทศยังทำได้เท่าเดิม การเพิ่มอ่างเก็บน้ำให้มากขึ้นยังมีปัญหาไม่สามารถทำได้ ดังนั้นการใช้น้ำจากนี้ไปควรจะหันมาพิจารณาถึง แนวทาง การนำกลับมาใช้ใหม่ นำมาใช้ในรูปแบบใหม่ และการใช้ให้น้อยลง

ทั้งนี้ส่วนตัวมองว่าในอนาคตไทยจะต้องมีการเก็บภาษีการใช้น้ำจากผู้ใช้น้ำ เพราะขั้นตอนการผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆล้วนใช้น้ำจำนวนมาก ส่วนใหญ่ก็มีเงินกำไร จากการประกอบธุรกิจเป็นจำนวนมาก ดังนั้นกระทรวงการคลังจะต้องศึกษาเรื่องนี้ เพราะการเก็บภาษีจากเกษตรกรเป็นเรื่องยาก เพราะเป็นผู้ที่มีรายได้น้อยเมื่อเทียบกับภาคอุตสาหกรรม

“กรณีข้าวกระบวนการผลิตมีการใช้น้ำมาก แต่การเก็บภาษีจากชาวนามันทำไม่ได้ แต่การเรียกเก็บจากข้าวตราฉัตร ที่มีกำไรหลังการขายไปแล้ว มันมีความเป็นไปได้ เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมอื่นๆรวมไปถึง ห้างร้านค้าต่างๆที่สร้างขวางทางน้ำเอาไว้ เช่น เซ็นทรัล ที่จ.อุบลราชธานี ห้างโกลบอล จ.สุรินทร์ และมีอีกหลายห้าง ส่วนใหญ่ซื้อที่ดินที่ลุ่ม ที่มีราคาถูก ส่งผลให้ปิดกั้นทางน้ำไหล เป็นตัวการก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วม “ นายเลอศักดิ์ กล่าว

นายเลอศักดิ์ กล่าวว่า การพิจารณาอนุมัติสร้างร้านต่างๆ เป็นอำนาจของพื้นที่ ที่ทางผู้ว่าราชการจังหวัด โยธาธิการ ผังเมือง และชลประทานจังหวัด ที่มีส่วนร่วมจะต้องรับผิดชอบร่วมกันกรณีหากน้ำท่วมเกิดขึ้นอีกครั้ง

ระดมเจ้าหน้าที่ร่วมบริหารจัดการน้ำ

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ที่มีพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เป็นประธาน ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน กรมชลฯจึงได้เรียกเจ้าหน้าที่โครงการชลประทานทั่วประเทศกว่า 70 จังหวัด เพื่อรับนโยบายและแนวทางในการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพื่อนำข้อมูลมาจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำใหม่ที่ได้รับการยอมรับ และประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมมากขึ้น ในวันที่ 8-15 ก.ย.2557

เตรียมคลอดแผนจัดการน้ำกลางเดือนต.ค.

สำหรับผลการรับฟังความเห็นของประชาชน จะถูกนำมารวบรวม เป็นแผนแม่บทจัดการน้ำภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก เสนอคณะกรรมการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ของคสช. พิจารณา และแถลงแผนการบริหารจัดการน้ำวันที่ 15 ต.ค.นี้ ซึ่งกรมชลฯ จะลำดับความสำคัญของโครงการก่อสร้างชลประทานต่างๆ ออกเป็นโครงการเร่งด่วน ที่ต้องดำเนินการปี 2557-2558 โครงการระยะสั้นที่จะดำเนินการในปีงบประมาณ 2558 และโครงการระยะกลาง และระยะยาวต่อไป

“ประชาชนไม่ต้องกังวลว่า กรมชลฯ จะเข้าไปรับฟังความเห็นแล้วลงมือก่อสร้างโครงการชลประทานทันที การรับฟังความเห็นครั้งนี้ เพื่อฟังความต้องการของประชาชน ถึงการจัดการน้ำท่วมและน้ำแล้ง เพื่อรวบรวมเป็นโครงการเสนอ คสช. ต่อไป ส่วนการก่อสร้างจริงขอให้ประชาชนสบายใจได้ ทุกโครงการปฏิบัติตามกฎหมายที่มีอยู่ตามขั้นตอนปกติ ทั้งการศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพ(เอชไอเอ) การศึกษาด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อม(เอชไอเอ) ไม่มีการตัดตอนรวบรัดเพื่อเร่งการก่อสร้างอย่างแน่นอน โดยโครงการที่คาดว่าจะดำเนินการได้ในปี 2558 มี 2 โครงการ คือ โครงการแก้ไขอุทกภัย อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และอ่างเก็บน้ำห้วยท่าพล จ.เพชรบูรณ์”

ห่วงนำไม่เพียงพอเหตุปลูกข้าวนาปรังเกิน

นายเลิศวิโรจน์ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์น้ำ และการเพาะปลูกพืชของเกษตรกรขณะนี้ วันนี้ฝนเริ่มตกชุกมากขึ้นแล้ว ทำเกษตรกรเพาะปลูกพืชได้เต็มพื้นที่แล้ว จากช่วงเริ่มต้นฤดูฝนที่พื้นที่เพาะปลูกภาคกลาง 10% ของพื้นที่ทั้งหมดขาดแคลนน้ำไม่สามารถเริ่มเพาะปลูกได้ เพราะลักษณะการตกของฝน ขณะนี้กระจุกตัวตามชายขอบของประเทศ เช่น บริเวณแม่น้ำโขงมากกว่าช่วงตอนกลางของประเทศ ทำให้ปริมาณน้ำฝนที่ไหลเติมเข้าไปในเขื่อนหลักๆ ยังมีน้อย

ทั้งนี้ สิ่งที่น่าจะเป็นปัญหา หากน้ำยังเข้ามาเติมในเขื่อนน้อย หลังสิ้นสุดหน้าฝนปีนี้ ปริมาณน้ำในเขื่อนอาจมีน้อย เบื้องต้นกรมชลฯ คาดว่าจะมีปริมาณน้ำใช้การได้ ใน 4 เขื่อนหลัก ซึ่งเป็นแหล่งน้ำต้นทุนของภาคเหนือและภาคกลาง ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อยู่ที่ประมาณ 6,000 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ซึ่งกรมชลฯ ยืนยันว่าเพียงพอสำหรับอุปโภคบริโภคแน่นอน คาดว่าจะทำนาปรังได้ประมาณ 4.6 ล้านไร่เท่านั้น แต่ชาวนาก็ปลูกนาปรังทะลุแผนไปมากอยู่ที่ 9 ล้านไร่ ต้องการใช้น้ำมาก จนเกิดปัญหาน้ำประปาเค็ม เพราะน้ำทะเลหนุนสูง

ห่วงน้ำประปาเค็มซ้ำรอยปีก่อน

“ถ้าไม่มีแผนสนับสนุนให้ชาวนาลดการปลูกข้าวนาปรัง และหันไปปลูกพืชอื่นที่ใช้น้ำน้อยอย่างจริงจัง ก็เสี่ยงที่จะเกิดปัญหาน้ำประปาเค็มซ้ำรอยกับปีที่ผ่านมาอีก อย่าลืมว่าเป้าหมายของการชลฯคือ การรับประกันกับประชาชน 2 เรื่อง คือ 1.มีน้ำกินน้ำใช้แน่นอน ตลอดทั้งปี และ 2.มีน้ำให้ปลูกพืชได้ปีละ 1 ครั้งโดยไม่มีปัญหาขาดแคลนน้ำ แต่ตอนนี้การทำนาปรังกันจนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ดังนั้น นโยบายรัฐเรื่องการปลูกข้าวนาปรังต้องชัดเจน”นายเลิศวิโรจน์ กล่าว