"ราชบุรีโฮลดิ้ง"บริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าฯ เร่งแผนการดำเนินงานขยายธุรกิจไปสู่ต่างประเทศและขยายการลงทุนทุกรูปแบบ
นายพงษ์ดิษฐ พจนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อเข้าร่วมลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ 3 แห่ง ซึ่งใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงกำลังการผลิตแห่งละ 2,000 เมกะวัตต์ ในต่างประเทศ โดยมีสัดส่วนการร่วมลงทุนประมาณ 40-50% คาดว่าน่าจะได้ข้อสรุปในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้
ทั้งนี้เชื่อว่าอย่างน้อยน่าจะมีสักหนึ่งโครงการที่สามารถจะตกลงกันได้ และน่าจะทำให้สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของบริษัทเพิ่มขึ้นมาอีก 1,000 เมกะวัตต์
ส่วนโครงการการลงทุนที่มีความชัดเจนและบอร์ดบริษัทให้ความเห็นชอบเข้าไปลงทุนแล้วนั้น มีจำนวน 7 โครงการ คาดว่าจะใช้เงินลงทุนเฉพาะในส่วนของบริษัทประมาณ 3,500 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการโรงไฟฟ้าโคเจนเนอเรชั่น 1โครงการ ขนาดกำลังการผลิต 100 เมกะวัตต์ ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง โดยร่วมทุนกับบริษัทน้ำตาลราชบุรี ซึ่งบริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้งถือหุ้น 35% กำหนดเดินเครื่องปี 2561 คาดว่าจะลงนามในสัญญาร่วมทุนได้ในอีก2-3สัปดาห์นี้
โครงการผลิตไฟฟ้าขยะชุมชน จำนวน 2 โครงการ คือโครงการที่ร่วมลงทุนกับบริษัทEastern Energy Plus ซึ่งเป็นบริษัทที่รับบริหารจัดการขยะ ในแพรกษาใหม่ จังหวัดสมุทรปราการ กำลังการผลิตประมาณ 10 เมกะวัตต์ บริษัทถือหุ้น 40% คาดว่าจะเดินเครื่องได้ประมาณปี 2560 ส่วนอีก 1 โครงการ เป็นโรงไฟฟ้าขยะใน อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย บริษัทถือหุ้น 49% โดยร่วมลงทุนกับบริษัทหนองคายน่าอยู่ กำลังการผลิต 4.5 เมกะวัตต์ คาดว่าจะเดินเครื่องในปี 2560 เช่นเดียวกัน
โครงการโรงไฟฟ้าจากขยะเป็นโครงการที่บริษัทให้ความสำคัญและสอดคล้องกับนโยบายของทางคสช. ซึ่งหากโครงการที่สมุทรปราการประสบความสำเร็จ ก็จะขึ้นโครงการใหม่ในเฟสที่ 2 ซึ่งจะมีขนาด 100 เมกะวัตต์ ถือเป็นโรงไฟฟ้าขยะขนาดใหญ่ ทั้งนี้ในแผน 5 ปีข้างหน้า บริษัทตั้งเป้าว่าจะลงทุนโรงไฟฟ้าขยะให้ได้กำลังการผลิตประมาณ 200 เมกะวัตต์
นอกจากนี้ที่บอร์ดอนุมัติยังมีโครงการในต่างประเทศ ได้แก่ โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในญี่ปุ่น 2 โครงการ ที่บริษัทถือหุ้นโครงการละ 60% กำหนดเดินเครื่องปี 2559 โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมในมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า 1 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการที่จะต้องประมูลแข่งขันกับคู่แข่ง โดยบริษัทถือหุ้นในสัดส่วน 60% และโครงการพัฒนาสายส่งแรงดัน 230 กิโลโวลต์ในกัมพูชา จากจังหวัดกำปงจาม ไปถึงจังหวัดกระแจะ ระยะทาง 125 กิโลเมตร บริษัทถือหุ้นในสัดส่วน 50% ร่วมกับกลุ่ม LYP ซึ่งเป็นนักธุรกิจรายใหญ่ของกัมพูชา กำหนดแล้วเสร็จปี 2560
ส่วนความคืบหน้าในการขยายธุรกิจไปยังธุรกิจต้นน้ำ คือ ธุรกิจเชื้อเพลิง ได้แก่ ถ่านหินก๊าซธรรมชาติเหลว หรือแอลเอ็นจี ว่า ได้มีการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาแล้ว และกำลังอยู่ในระหว่างการนำเสนอแนวคิด ในการเข้าไปลงทุนต่อบอร์ดในการประชุมเดือนก.ย.นี้ ว่าจะเข้าไปถือหุ้นในรูปแบบใด โดยหากบอร์ดให้ความเห็นชอบ ก็น่าจะเกิดการเข้าซื้อหุ้นในกิจการถ่านหินและแอลเอ็นจีได้ภายในปีนี้
ทั้งนี้ในส่วนของธุรกิจแอลเอ็นจีนั้น ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาอย่างจริงจังแล้ว ถึงการจัดหาเชื้อเพลิงแอลเอ็นจี ไว้ใช้เองในโรงไฟฟ้าของกฟผ.ที่มีอยู่ประมาณ 15,000-16,000 เมกะวัตต์ เมื่อสัญญาที่มีกับปตท.หมดลง
การขยายการลงทุนในโครงการดังกล่าวเป็นความพยายามของบริษัทฯ ที่จะผลักดันมูลค่าองค์กรให้เติบโตไปสู่เป้าหมาย 282,000 ล้านบาทภายในปี 2566 หรือเทียบเท่ากำลังการผลิตประมาณ 9,700 เมกะวัตต์
สำหรับผลการดำเนินงานครึ่งแรกปี 2557 บริษัทฯ มีกำไร จำนวน 4,213.19 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 2.91 บาท ส่วนรายได้รวม มีจำนวน 27,016.25 ล้านบาท ซึ่งมาจากรายได้จากการขายและบริการจำนวน 21,589.60 ล้านบาท รายได้ส่วนแบ่งกำไรกิจการที่ควบคุมร่วมกัน 690.62 ล้านบาท ดอกเบี้ยรับ และเงินปันผลรับ 120.22 ล้านบาท และ 145.66 ล้านบาท ตามลำดับ
ฐานะการมีสินทรัพย์รวมจำนวน 98,000 ล้านบาท และมีกำไรสะสมจำนวน 45,584 ล้านบาท สำหรับอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทฯ จัดอันดับโดยมูดีส์อยู่ที่ระดับ Baa1 เอสแอนด์พี อยู่ที่ระดับ BBB+ และทริส ที่ระดับ AA+ อันสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งทางการเงินของบริษัทฯ ได้เป็นอย่างดี





