วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ปนัดดา'ประชุมตึกถล่มเผยพบปัญหาโผล่เพียบ

"ม.ล.ปนัดดา"ปลัดประจำสำนักนายกฯ เผยเหตุตึกถล่ม พบปัญหาโผล่เพียบ สคบ.เตรียมเข้าเจรจาแทนผู้บริโภค

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ปลัดประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมแนวทางการป้องกันและช่วยเหลือกรณีอาคารถล่ม ตามที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)สั่งการ โดย ม.ล.ปนัดดา ระบุว่าหัวหน้าคสช.มีความห่วงใยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากประชาชนเสียขวัญและกำลังใจ ในฐานะที่ สปน.เป็นหน่วยงานกลาง จึงได้จัดประชุมหามาตราการแก้ไขตาม ทั้งนี้ในที่ประชุม นายวิบูลย์ หัตถกิจโกศล ปลัดจังหวัดปทุมธานี กล่าวในที่ประชุมว่า จากเหตุการณ์มีผู้อยู่ในอาคาร 39 ราย ซึ่งเสียชีวิตแล้ว10 ราย ซึ่งการค้นหายังไม่สิ้นสุด โดยการแก้ไขสถานการณ์หลังเกิดเหตุเป็นที่น่าพอใจแต่ยังไม่ดีมากนัก นอกจากนี้ยังพบปัญหาด้านงบประมาณ เนื่องจากมีหลายหน่วยงานเข้ามาช่วยเหลือจำนวนมาก ซึ่งระเบียบกระทรวงการคลังไม่มีรองรับค่าใช้จ่ายในส่วนนี้

ด้าน นายเสถียร เจริญเหรียญ ผอ.สำนักควบคุมและตรวจสอบอาคาร กรมโยธาธิการและผังเมือง เสนอว่า ต้องมีการปรับปรุงกฏหมายเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำขึ้นอีก แลขอให้กระทรวงมหาดไทยกำชับเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้ทำตามขั้นตอน และควบคุมการทำงานตามกฏหมายอย่างเคร่งครัด

ขณะที่ตัวแทนกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ระบุว่า ได้มีการระงับการก่อสร้างอาคารใกล้เคียงกับอาคารที่เกิดเหตุ เพื่อให้การดำเนินสะดวกขึ้น ในอนาคตควรจะมีการจัดอบรม ให้ความรู้กับนายช่าง และวิศวกร ที่รับผิดชอบ

นายสุวิทย์ สุมาลา รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวว่า เป็นความรับผิดชอบของนายจ้างที่จะต้องจัดสถานที่ให้มuความปลอดภัย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ซึ่งปัญหาในกรณีนี้ยังไม่สามารถหาผู้รับผิดชอบ โดยเฉพาะประเด็นที่ภรรยาและลูกของผู้รับเหมา ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างแต่เข้าไปอยู่ในพื้นที่ และเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ซึ่งเป็นเรื่องผิดกฏหมาย ทั้งนี้ในส่วนของแรงงานมีทั้งคนไทย และชาวกัมพูชาที่มีทั้งเข้ามาอย่างถูกต้องและไม่ถูกต้อง โดยในส่วนที่ถูกต้องก็จะมีประกันสังคมเข้ามาดูแล แต่ผู้ที่เข้ามาไม่ถูกต้องตนยืนยันว่าต้องได้รับการดูแลเช่นเดียวกัน เพื่อป้องกันการเป็นประเด็นระหว่างประเทศหากมีการทวงถามจากประเทศกัมพูชา รวมถึงต้องดำเนินการหาผู้รับผิดชอบไปพร้อมกันเพื่อดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญา

นายสุวิทย์ กล่าวต่อว่า จากเหตุการณ์นี้ตนเสนอว่า ปัญหาจากการลงพื้นที่เข้าช่วยเหลือ คือข้อจำกัดในด้านพื้นที่และมีหลายหน่วยงานระดมเข้าดำเนินการพร้อมกันในคราวเดียวจึงทำให้การสั่งการเกิดความสับสน ประกอบกับการมีผู้ไม่เกี่ยวข้องอยู่ในพื้นที่จำนวนมากโดยเฉพาะสื่อมวลชน ซึ่งการเสนอข่าวในเหตุการณ์ลักษณะนี้ควรตั้งศูนย์กลางให้มีการนำเสนอไปในทิศทางเดียวเพื่อลดความสับสนในสังคม รวมถึงควรจะมีแพทย์เฉพาะทางเวชยศาสตร์ฉุกเฉินที่เชี่ยวชาญเพิ่มมากขึ้น ที่ขณะนี้จำนวนที่มีไม่เพียงพอ

นายอำพล วงศ์ศิริ เลขาธิการสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) กล่าวว่า สคบ.จะดำเนินการตรวจสอบสัญญาการซื้อขายห้องในอาคารนี้ โดยจะประสานผู้ประกอบการและทำหน้าที่เจรจาแทนผู้บริโภค ซึ่งคาดว่าจะขอยกเลิกสัญญาแน่นอน เนื่องจากมีเหตุผลเพียงพอ โดยสคบ.จะเจรจาให้ผู้ประกอบการคืนเงินดาวน์หรือเงินจองห้องให้กับผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ ยังมีผู้บริโภคที่อาศัยอยู่ในอาคารอื่นในโครงการเดียวกันมาร้องสคบ.เนื่องจากไม่มั่นใจในความปลอดภัย ซึ่งสคบ.จะดำเนินการเจราเพื่อให้เป็นที่พอใจทั้งสองฝ่าย อย่างไรก็ตาม ตนขอฝากไปยังเจ้าหน้าที่ผู้อนุมัติโครงการต่างๆให้มีการเคร่งครัดในการตรวจสอบ ซึ่งเรื่องที่มาร้องสคบ.มากที่สุดก็คือเรื่องของอสังหริมทรัพย์ตนจึงเห็นว่าควรแก้ปัญหากันที่ต้นทาง

ด้าน นายสิริวัฒน์ ไชยชนะ เลขาธิการวิศกรรมสถานแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โครงการนี้เจ้าของมีการขออนุญาติดำเนินการอย่างถูกต้อง แต่ยังคงเกิดปัญหาเนื่องจากผู้ควบคุมการก่อสร้างไม่ศึกษาแบบให้ชัดเจน ซึ่งตามหลักแล้วผู้ควบคุมงานต้องอยู่ในพื้นที่ติดตามการก่อสร้างอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง แต่ในกรณีวันเกิดเหตุผู้ควบคุมไม่อยู่ในพื้นที่

"คนที่อยู่ในอาคาร1และ2 ที่สามารถเข้าอยู่ได้แล้วและมีโครงสร้างสมประกอบก็ถือว่าไม่มีปัญหา แต่อาคารที่ 3 ที่อยู่ใกล้กับอาคารที่เกิดเหตุไม่ควรสร้างต่อ หรือให้มีผู้เชี่ยวชาญเข้าไปตรวงสอบและแก้ไขเพื่อเสริมความแข็งแรงของโครงสร้างเพราะอาจได้รับแรงสั่นสะเทือนจากการถล่มของอาคารที่เกิดเหตุ"

นายสิริวัฒน์ กล่าวต่อว่า สภาวิศวกรควรเข้มงวดกับตัววิศวกรและเพิ่มความรู้ให้ทันกับโครงสร้างอาคารที่มีการพัฒนาอยู่ตลอด และหากมีการเปิดเออีซีต้องมีความรัดกุมในการออกใบประกอบวิชาชีพ เนื่องจากอาจต้องทำงานประเทศเพื่อบ้านจะได้ไม่อายเขา นอกจากนี้การขึ้นทะเบียนของผู้รับเหมาก่อสร้างต่อสภาวิศวกรควรให้มีความเข้มงวด เนื่องจากมีเป็นแค่ระเบียบแต่ไม่มีกฏหมายรองรับ จึงมีผู้รับเหมาจำนวนมากละเลยเรื่องนี้

ด้าน นายกี่เดช อนันศิริประภา ตัวแทนสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า จากการตรวจสอบ พบว่าอาคารที่เกิดเหตุไม่มีการทำประกันภัย ซึ่งตนก็แปลกใจ จึงเสนอว่าให้กำหนดเป็นนโยบายที่ชัดเจนไปเลยว่าหากมีการก่อสร้างจะต้องมีการทำประกันภัย เช่นเดียวกับการออกพ.ร.บ.รถยนต์ เพราะจะช่วยเป็นการตรวจสอบอีกทางหนึ่ง ซึ่งจะสามารถมีผู้รับผิดชอบเป็นสินไหมทดแทนให้กับผู้เสียหาย

อย่างไรก็ตาม ม.ล.ปนัดดา ระบุว่า ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาระเบียบของหน่วยงานตัวเองให้มีความชัดเจนและมีสภาพบังคับให้อย่างเป็นรูปธรรม โดยทุกข้อเสนอจากที่ประชุมครั้งนี้ ตนจะนำเสนอคสช.เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนตามคำสั่งต่อไป