หน.คสช. ห่วงเศรษฐกิจสะดุด สั่งหน่วยราชการเบิกจ่ายงบฯปี2558 เน้นโครงการขนาดเล็ก ประชาชนได้ประโยชน์โดยตรง
ร.อ.ยงยุทธ มัยลาภ คณะทำงานโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติเพื่อบริหารราชการแผ่นดิน ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.เป็นประธาน วานนี้ (13 ส.ค.) ว่าหัวหน้า คสช.ได้กำชับทุกส่วนราชการให้ใช้จ่ายงบประมาณอย่างถูกต้อง ตามกรอบเวลาและแผนงานที่กำหนดไว้
พร้อมมอบนโยบายให้ลงทุนภาครัฐให้ได้ตามเป้าหมายภายในไตรมาสที่ 1 ของปีงบประมาณ 2558 (ต.ค. - ธ.ค.2557) โดยให้ดำเนินการในลักษณะโครงการขนาดเล็ก ประชาชนได้รับประโยชน์โดยตรง เพื่อกระจายเงินลงสู่พื้นที่อย่างทั่วถึงเพื่อให้เกิดการพัฒนาและการสร้างงานในพื้นที่ และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ
"แม้ขณะนี้สถานการณ์เศรษฐกิจของไทยดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่หัวหน้า คสช.ยังเป็นห่วงในปัจจัยด้านอื่นโดยเฉพาะสถานการณ์โลกและสถานการณ์ต่างประเทศ ที่ผันผวนอยู่ตลอดเวลา และอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ได้กำชับให้ทุกส่วนราชการเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากสถานการณ์ต่างประเทศโดยให้ถือว่าการเตรียมการรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยท่ามกลางสภาวะแวดล้อมโลก เป็นวาระเร่งด่วนของ คสช. ที่ทุกส่วนราชการต้องเร่งดำเนินการหามาตรการรองรับ และพิจารณาความเสี่ยงด้านต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย”
นอกจากนี้ หัวหน้า คสช. ยังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการขอเปลี่ยนแปลงวงเงินงบประมาณของหน่วยงานราชการการต่างๆ หรือการขอผ่อนผันมาตรการภาษี หรือค่าธรรมเนียมออกไปเป็นระยะๆ ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเสนอแผนระยะยาว หรือคำนึงความเป็นไปได้ในการเสนอขอใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะบางโครงการเป็นการขอเปลี่ยนแปลงงบประมาณเนื่องจากดำเนินโครงการไม่ได้ตามที่ได้เสนอแผนมาตั้งแต่แรก
ดังนั้น จึงต้องการให้ส่วนราชการต่างๆ คำนึงถึงประเด็นเหล่านี้ด้วย เพราะเป็นสิ่งหนึ่งที่สะท้อนประสิทธิภาพการดำเนินงานของหน่วยราชการต่างๆ ขอให้หลีกเลี่ยงการนำเสนอขออนุมัติโครงการใดๆ แล้วทำไม่ได้หรือมาขอเปลี่ยนแปลงภายหลังเพราะเป็นภาระของรัฐบาล
ร.อ.ยงยุทธ กล่าวด้วยว่าที่ประชุมเห็นชอบในหลักการร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่..) โดยขยายระยะเวลาการยกเว้นอากรขาเข้าแคโทดและส่วนของแคโทด โดยขยายระยะเวลายกเว้นอากรขาเข้าจากเดิมที่จะเก็บในอัตรา 6% ให้เหลือ 0% ตั้งแต่วันที่ 28 เม.ย. 2557 - 30 เม.ย.2559 และหลังจากวันที่ 1 พ.ค. 2559 ให้ปรับขึ้นเป็น 1%
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังให้เหตุผลว่าการลดอากรนำเข้าแคโทดและส่วนประกอบของแคโทดซึ่งเป็นส่วนประกอบของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าซึ่งเป็นอุตสาหกรรมส่งออกสำคัญของประเทศ และจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทยด้วย
นอกจากนั้น ที่ประชุมยังเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอให้ยกเว้นภาษีศุลกากรการนำเข้าถังบรรจุก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) ช่วงระหว่างวันที่ 1 พ.ค.2557-30 มิ.ย.2558 จากปกติจัดเก็บในอัตรา17% และตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2558 ให้จัดเก็บที่อัตรา 10%
เนื่องจากปัจจุบันผู้ผลิตในประเทศมีเพียง 2 รายและยังผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ประกอบยนต์เอ็นจีวี จึงเห็นชอบให้ยกเว้นภาษีนำเข้าดังกล่าวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการและเกิดความต่อเนื่องในการผลิตรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงเอ็นจีวี





