วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

อุตฯแปรรูปเหล็กร้องคสช.เลิกเซฟการ์ด

กลุ่มอุตฯแปรรูปเหล็กร้องคสช. ทบทวนมาตรการปกป้องนำเข้าเหล็ก ชี้ไม่เร่งแก้ไขผู้ประกอบการย้ายหนีประเทศเพื่อนบ้าน

นายวรุณชัย ลีกาญจนกร เลขาธิการสมาคมผู้ผลิตท่อโลหะและแปรรูปเหล็กแผ่น ในฐานะตัวแทนกลุ่มผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูปเหล็กแผ่นในประเทศ เปิดเผยว่า ทางสมาคมฯต้องการให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทบทวนมาตรการป้องการนำเข้าเหล็กหรือมาตรการ Safegard จากต่างประเทศ เนื่องจากมาตรการดังกล่าว เปรียบเสมือนการเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อน 2 รายใหญ่ คือ สหวิริยาสตีล อินดัสตรี จำกัด (มหาชน) และบริษัท จี สตีล จำกัด (มหาชน) ที่มียอดขายปีละประมาณ 8 หมื่นล้านบาท ​ปรับราคาขายเหล็กแผ่นรีดร้อนในประเทศสูงขึ้นกว่าตลาดโลก 34%

ราคาในประเทศ​อยู่ที่ตันละ 700 ดอลลาร์ ขณะที่ราคาตลาดโลกอยู่ที่​ 520 ดอลลาร์เท่านั้น และการแปรรูปผู้ประกอบการจะบวกต้นทุนไป​อีกตันละ 100 ดอลลาร์ ขณะที่ส่วนต่างที่ผู้ประกอบการแปรรูปเหล็กแผ่นรับได้ ต้องเป็นราคาสูงกว่าตลาดโลกไม่เกิน 5-10%

ทั้งนี้ผลกระทบที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการแปรรูปเหล็กแผ่นยอดขายลดลงแล้วประมาณ 20-30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา แม้สมาคมฯ ยื่นจดหมายคัดค้านการใช้มาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อน ไปยังกระทรวงพาณิชย์แล้วเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 2555 แต่ไม่เป็นผล

นายวรุณชัย กล่าวว่า หากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไปจะทำให้ผู้ใช้เหล็กแปรรูปในอุตสาหกรรมต่าง ๆ หันไปสั่งนำเข้าจากต่างประเทศแทน โดยเห็นได้จากเหล็กกลุ่มท่อเหล็ก มีการนำเข้าตลอดปีที่ผ่านมาถึง​ 25,000 ล้านบาท และครึ่งแรกปีนี้ นำเข้าแล้ว 17,000 ล้านบาท หรือมีสัดส่วนการนำเข้าเพิ่มขึ้น 68% ส่วนใหญ่นำเข้าจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย

“หากสถานการณ์ราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนในประเทศยังคงเป็นแบบนี้ต่อเนื่องไป ผู้ประกอบการแปรรูปเหล็กแผ่นในประเทศ อาจจำเป็นต้องปรับ​​ลดพนักงาน และอาจพร้อมใจปิดโรงงานและย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งขณะนี้บางรายย้ายโรงงานไปลาว กัมพูชา และพม่าแล้ว” นายวรุณชัย

ทั้งนี้ หากมีการย้ายฐานการลงทุนของกลุ่มเหล็กแปรรูปไปต่างประเทศ จะกระทบเป็นลูกโซ่ไม่ใช่แค่ในระดับแรงงานหรือพนักงานในอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ความเสียหายจะลุกลามไปทั้งภาคอุตสาหกรรม โดยเริ่มจากกลุ่มที่อยู่ปลายน้ำที่ตายก่อน แล้วไล่ไปจนถึงอุตสาหกรรมต้นน้ำ และเมื่อถึงวันนั้นก็จะส่งผลกระทบจะต่อไปสู่ภาพรวมในระดับประเทศอย่างเลี่ยงไม่ได้

นายวรุณชัย กล่าวว่า ที่ผ่านมานับตั้งแต่มีการออกประกาศมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด ไล่มาจนถึงมาตรการปกป้องการนำเข้า ทางสมาคม ฯ ได้พยายามทำการยื่นเรื่องร้องเรียนไปยังกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้เกิดการตรวจสอบดูแลเกี่ยวกับการออกมาตรการต่าง ๆ ที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค แต่ยังไม่ได้รับการตอบสนองใด ๆ ขณะที่ผู้ผลิตรายใหญ่ก็ยังกำหนดราคาสูงขึ้นไปอีก ดังนั้นทางสมาคม ฯ จึงจัดตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยเริ่มจากการแถลงข่าวผ่านสื่อมวลชนเพื่อส่งเสียงไปยังผู้มีอำนาจกำกับดูแล โดยเฉพาะคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้หันมาให้ความสนใจช่วยตรวจสอบแก้ไข ตลอดจนป้องกันไม่ให้เกิดการออกมาตรการใด ๆ ที่อำนวยผลประโยชน์ให้เฉพาะกับผู้ประกอบการรายใหญ่เพียงไม่กี่รายเท่านั้น

นอกจากนี้ในปัจจุบันมีการนำเข้าท่อเหล็กจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศจำนวนมาก โดยเฉพาะจากจีน ส่งผลทำให้เปรียบเทียบไม่ออกว่าเป็นเหล็กจากที่ไหนและซึ่งส่วนใหญ่คุณภาพต่ำ ซึ่งที่ผ่านมาทางสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ไม่มีการตรวจสอบและระบุอย่างชัดเจน ส่งผลให้ประชาชนเกิดความเสี่ยงในการบริโภค สมาคมฯได้เสนอให้ทางสมอ.เร่งออกพิกัดศุลกากรใหม่ โดยให้มีการระบุชนิดและ คุณสมบัติให้ชัดเจนขึ้น ก่อนหน้านี้ส่งเรื่องไปที่สมอ.แล้วแต่เรื่องต้องชะลอออกไปเนื่องจากปัญหาทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา