"พม."ส่งร่างพรบ.อุ้มบุญถึงฝ่ายกม.คสช.แล้ว เตรียมพิจารณา 13 ส.ค.นี้ก่อนส่งให้สนช.พิจารณาต่อไป
ที่สโมสรกองทัพบก เทเวศร์ ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงชี้แจงกรณีข่าว "อุ้มบุญ" ที่ดังเป็นข่าวไปทั่วโลกมาร่วมแถลง ซึ่งการแถลงครั้งนี้ได้รับความสนใจจากสื่อต่างประเทศเข้ามาทำข่าวจำนวนมาก
นางระรินทิพย์ ศิโรรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาสและผู้สูงอายุ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) กล่าวว่า จากการที่ประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กกับองค์การสหประชาชาติ รวมทั้งตามพระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ.2550 ก็คำนึงถึงหลักการการคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยวิธิที่ไม่ใช่วิธีธรรมชาติ แต่เกิดทางวิธีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการเจริญพันธุ์ จึงมีการศึกษาและร่างกฎหมาย คือ "ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.... "ในกรณีที่มีบุตรยาก ที่ภรรยาตั้งท้องเองไม่ได้และต้องใช้เทคโนโลยีด้วยวิธีต่างๆ หรือการให้คนอื่นตั้งครรภ์แทน ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ยกร่างเสร็จแล้ว มีการทำประชาพิจารณ์และผ่านความเห็นจากคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว แต่ที่ผ่านมายังไม่มีการนำเข้าสู่สภา และเมื่อมีการยุบสภาก็คืนกฎหมายมาที่หน่วยงาน
"ช่วงเวลานี้จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม ซึ่งเช้านี้วันนี้ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมฯได้ลงนามเพื่อส่งกฎหมายไปยังพลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา หัวหน้าฝ่ายกฎหมาย ของคสช.แล้ว และทราบว่าฝ่ายกฎหมายคสช.จะประชุมพิจารณาในวันที่13สิงหาคมนี้เพื่อส่งเข้าพิจารณาในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ต่อไป" นางระรินทิพย์ กล่าว
นางระรินทิพย์ กล่าวอีกว่า เจตนารมณ์ของร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้เพื่อเน้นประโยชน์สูงสุดสำหรับเด็กที่เกิดโดยวิธีที่ไม่ใช่วิธีธรรมชาติ จึงต้องกำหนดสถานะความเป็นพ่อแม่ที่ถูกต้องตามกฎหมายของเด็กที่เกิดโดยเทคโนโลยี ซึ่งหมวด 3 ของร่างพ.ร.บ.ระบุคุณสมบัติของผู้หญิงที่จะตั้งครรภ์แทนว่า ต้องไม่เป็นแม่หรือลูกสาวของคู่สมรส แต่ต้องเคยมีบุตรมาแล้ว และถ้ามีสามีแล้วก็ต้องได้รับการยินยอม และห้ามไม่ให้ตั้งครรรภ์เพื่อประโยชน์ทางการค้า และห้ามจัดให้มีนายหน้า ห้ามโฆษณาว่ามีผู้หญิงรับตั้งครรภ์แทน และในอีกมาตรหนึ่งระบุว่า กรณีที่พ่อแม่ตามกฎหมายเสียชีวิต เด็กที่เกิดจะต้องได้รับการดูแลจากแม่ที่อุ้มบุญก่อนจะตัดสิน เพื่อเป็นการคุ้มครองเด็กอีกทางหนึ่ง
"ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์นั้นได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2547 แต่กระบวนการผ่านมา 2 รัฐบาลเนื่องจากมีการยุบสภาและเกิดรอยต่อ ขณ้เดียวกันเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องขึ้นมาส่วนหนึ่งก็จะทำให้การผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้นได้รวดเร็วยิ่งขึ้น" นางระรินทิพย์ กล่าว
นางระรินทิพย์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ กระทรวงพัฒนาสังคมฯ ยังมีพระราชบัญญัติการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมอยู่แล้วที่สามารถรับได้ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งในกรณีที่เป็นข่าวอยู่ขณะนี้พ่อและแม่ที่อยู่ต่างประเทศสามารถส่งเรื่องเข้ามาขอเป็นพ่อแม่บุญธรรมได้ แต่เด็กคนนั้นต้องเป็นเด็กที่ไม่มีพ่อแม่ ไม่มีผู้เลี้ยงดู เป็นเด็กกำพร้า เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการของแต่ละประเทศ และจะต้องผ่านคณะกรรมการในการพิจารณาที่จะต้องใช้เวลาในการพิจารณาพอสมควร "เพราะเด็กไม่ใช่สินค้าที่คุณจะมาเลือกซื้อได้"
ส่วนกรณีที่มีการนำเด็กอีกคนที่มีการอุ้มบุญไปอยู่ที่ออสเตรเลียแล้วนั้น นางระรินทิพย์ กล่าวว่า ตนก็ตั้งคำถามว่านำเด็กออกไปได้อย่างไรหรือว่ามีการประสาส่วนไหนของประเทศเขาเราก็ไม่ทราบในส่วนนี้
เมื่อถามว่าคิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งกรณีเด็ก 9 คน จากพ่อคนเดียว นั้นเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ามนุษย์หรือไม่ นางระรินทิพย์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ตอบยาก เพราะถ้าเกี่ยวข้องกับกฎหมายค้ามนุษย์จะต้องเกี่ยวข้องกับการแสวงหาประโยชน์ สำหรับเด็ก 9 คน ตอนนี้อยู่ในความคุ้มครองที่บ้านปากเกร็ด และยังไม่ได้ดำเนินการตรวจดีเอ็นเอ และยังไม่มีการยืนยันเรื่องของของผู้ที่เป็นพ่อที่แท้จริง ขณะนี้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติกำลังดำเนินการตามขั้นตอนสืบค้นข้อมูล ขณะนี้ยังไม่มีอะไรยืนยันเป็นการบ่งชี้
ผู้สื่อข่าวถามว่าทำไมถึงยังระบุไม่ได้ว่ากรณีเด็ก 9 คนเป็นเรื่องของการอุ้มบุญ ทั้งที่มีการยืนยันว่าผู้เป็นพ่อส่งสเปิร์มเข้ามา นางระรินทิพย์ กล่าวว่า ตอนนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการดำเนินการ และยังไม่ได้บ่งชี้ว่าเป็นการค้ามนุษย์





