วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สัตว์เลี้ยงนำเข้า'ช่องทางแพร่อีโบลา

(รายงาน) "สัตว์เลี้ยงนำเข้า" ช่องทางแพร่อีโบลา

การระบาดของโรคอีโบลาในประเทศแถบแอฟริกาตะวันตก จนมีผู้เสียชีวิตแล้ว 729 คน และยังมีผู้ติดเชื้ออีก 1,323 คน ถือเป็นการระบาดของโรคครั้งร้ายแรงอีกครั้งหนึ่งของโลก แม้โอกาสที่เชื้อไวรัสอีโบลาจะแพร่เข้าถึงถึงเมืองไทยจะมีน้อย หรือเป็นไปได้ยาก แต่ก็ไม่ควรประมาท

เพราะไวรัสชนิดนี้อยู่ในค้างคาว และมีการแพร่เชื้อไปยังสัตว์ปีก ถือเป็นการแพร่ระบาดเช่นเดียวกันกับการระบาดของโรคไข้หวัดนกที่เคยระบาดในประเทศไทย รวมถึงภูมิภาคเอเชียมาแล้ว

ศ.นพ.อมร ลีลารัศมี คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม กล่าวว่า อัตราการรอดชีวิตของผู้ติดเชื้ออีโบลาในปีนี้เพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิม ส่วนหนึ่งเชื่อว่าเกิดจากวิทยาการทางการแพทย์ในปัจจุบันที่มีการรักษาแบบประคับประคอง ช่วยให้ผู้รับเชื้อพ้นภาวะวิกฤติของโรคไปได้

อย่างไรก็ตาม แม้อัตราการตายจะลดลงมาก แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สูง คือ 60% เนื่องด้วยพยาธิสภาพของโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสอีโบลาจะเข้าทำลายหลอดเลือดและอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย เมื่อการติดเชื้อมีระยะเวลานาน เช่น 4-5 สัปดาห์ ร่างกายก็จะทนต่อการติดเชื้อไม่ไหว จนเสียชีวิตในที่สุด แต่หากผู้ป่วยรายใดเป็นโรค 7-8 วันแล้วให้การรักษาแบบประคับประคอง จนกระบวนการพยาธิสภาพหยุดหรือน้อยลงไปตามลำดับ ผู้ป่วยรายนั้นก็จะมีโอกาสรอด

"เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับตัวผู้ป่วยเองว่า ปอด หัวใจ ตับ และอวัยวะภายในต่างๆ หากแข็งแรงดีก็จะมีโอกาสรอด ฉะนั้นคนหนุ่มสาวก็จะมีโอกาสมากกว่าคนแก่" คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม กล่าว

"ภูมิต้านทาน" ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้ติดไวรัสอีโบลามีโอกาสรอดชีวิต โดย ศ.นพ.อมร อธิบายการทำงานของภูมิต้านทานว่า เมื่อมีไวรัสอีโบลาเข้าสู่ร่างกาย ภูมิต้านทานซึ่งจะมีอยู่ในร่างกายอยู่ตลอดเวลา เช่น เม็ดเลือดขาว ก็จะออกมาต่อสู้กับเชื้อโรค ซึ่งจะส่งผลให้ผู้รับเชื้อมีอาการปวดเมื่อย และหากภูมิต้านทานสามารถต่อสู้จนหยุดยั้งกระบวนการของเชื้อไวรัสอีโบลาได้ภายใน 7-10 วัน อาการก็จะดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อไวรัสอีโบลาต้องเป็นการติดโดยสัมผัสเชื้ออย่างใกล้ชิดมากจริงๆ เช่น น้ำลาย น้ำมูก แม้กระทั่งเหงื่อของผู้ติดเชื้อก็ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งที่มีเชื้อไวรัสอีโบลา แม้จะมีจำนวนเชื้อไวรัสน้อยกว่าสารคัดหลั่งอื่นๆ อย่างเลือด นอกจากนี้สัตว์ที่เป็นพาหะก็ต้องไม่ลืมด้วย

ด้าน สัตวแพทย์หญิง นันทพร วันดี สัตวแพทย์ชำนาญการ กลุ่มงานไวรัสวิทยา สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ กล่าวเสริมถึงการป้องกันการติดเชื้อต่างๆ จากสัตว์เลี้ยงว่า ผู้เลี้ยงต้องคอยสังเกตอาการของสัตว์เลี้ยงของตน เช่น อาการซึม กินอาหารได้น้อยลง มีน้ำมูก น้ำตาไหล ประวัติการเจ็บป่วย หรือที่มาของสัตว์เลี้ยงของตนว่ามาจากพื้นที่ใด วิธีการดังกล่าวนอกจากจะสามารถป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลาได้แล้ว ยังสามารถป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคทุกชนิด

"การลักลอบนำเข้าสัตว์เลี้ยงจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย เป็นช่องโหว่ที่จะทำให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อต่างๆ ได้ เนื่องจากขาดการตรวจโรคก่อนการเคลื่อนย้ายสัตว์ อีกทั้งเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ตรวจตราก็ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างครอบคลุม ต่างจากการอพยพของสัตว์ปีกตามธรรมชาติที่ยังมีการสุ่มตรวจจากกรมปศุสัตว์ร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ" สัตวแพทย์หญิงนันทพร ระบุ

เธอยังแนะนำวิธีการดูแลสัตว์เลี้ยงที่ป่วยว่า ควรมีเครื่องมือ เช่น ถุงมือ หรือสวมเสื้อผ้าที่จะสามารถปกป้องร่างกายไม่ให้สัมผัสกับสัตว์เลี้ยงโดยตรง การอุ้มสัตว์เลี้ยงที่ป่วย อาจมีการนำผ้ามาห่อหุ้มสัตว์เลี้ยงเอาไว้ ไม่ให้ร่างกายเราสัมผัสกับสัตว์เลี้ยงด้วย ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัย

ขณะที่ นพ.เจรียงโรจน์ กฤษณา ผู้อำนวยการฝ่ายแพทย์ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงมาตรการเฝ้าระวังไวรัสอีโบลาของท่าอากาศยานไทยว่า มีการป้องกันการแพร่ระบาดที่เข้มงวดอยู่แล้ว โดยเฉพาะผู้โดยสารที่เดินทางมาจากประเทศที่มีการแพร่ระบาด อีกทั้งยังได้เตรียมแผนฉุกเฉินทางด้านการแพทย์ โรคติดต่อ และการกักกันโรค เอาไว้ทุกท่าอากาศยานทั่วประเทศแล้ว