(รายงาน) "ขอความสุข" จาก คสช. ล้น "1111" เปิด10อันดับเรื่องร้องทุกข์ชาวบ้าน
นับตั้งแต่ "ทำเนียบรัฐบาล" กลับมาเปิดทำการตามปกติอีกครั้งเมื่อวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา หลังจากที่ข้าราชการระดับสูงลิ่วยันระดับล่างสุดต้องอพยพย้ายที่ทำงานไปตามหน่วยงานต่างๆ ไม่เป็นหลักเป็นแหล่ง อันเนื่องมาจากได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองที่ทำให้เดินทางไปทำงานลำบากยากเข็ญ
เกือบ 2 เดือนที่ทำเนียบรัฐบาลเปิด สิ่งที่ยังคงเหมือนเดิมทุกยุคของศูนย์บริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทยแห่งนี้ก็คือความเคลื่อนไหวของการ "ร้องทุกข์"
มีประชาชนทุกระดับ ตั้งแต่ชาวบ้านตาดำๆ ตาสีตาสาจากต่างจังหวัดในชนบท ไปจนถึงนักธุรกิจการศึกษาสูงดีกรีจบจากเมืองนอกเมืองนา มายื่นเรื่องร้องทุกข์ รวมไปถึง "แจ้งเบาะแส" ที่ประตู 4 ซึ่งเป็นที่ตั้งของ "ศูนย์บริการประชาชน" ที่อยู่ใต้สังกัดของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ไม่ขาดสาย
"ก่อนหน้าที่ คสช.(คณะรักษาความสงบแห่งชาติ) จะเข้ามาบริหารประเทศ ก็มีคนร้องทุกข์เป็นปกติทุกวัน แต่ไม่ได้มีจำนวนมากเท่าทุกวันนี้ ปัจจุบันจำนวนคนเดินทางมาร้องเรียนที่ศูนย์บริการฯเพิ่มขึ้นเท่าตัว และแทบทุกคนร้องทุกข์ขอให้ คสช. ช่วยแก้ปัญหาให้" เจ้าหน้าที่รายหนึ่งประจำศูนย์บริการประชาชน เล่าให้ฟัง
นอกจากเดินทางมาร้องเรียนด้วยตัวเองที่นี่แล้ว ยังมีเรื่องร้องเรียนและแจ้งเบาะแสผ่านทุกช่องทางของศูนย์บริการประชาชน คือ โทรสายด่วนคอลล์เซ็นเตอร์ 1111 หรือถ้ามีอินเทอร์เน็ตก็สามารถส่งข้อมูลออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ www.1111.go.th และถ้าไม่สะดวกออนไลน์ ก็มีช่องทางส่งจดหมายมาทางตู้ปณ.1111 หรืออีกช่องทางหนึ่งคือยื่นถึง คสช.ที่หน่วยทหารใกล้บ้านโดยตรงได้ด้วย
"แต่เฉพาะที่ประตู 4 ทุกวันนี้เจ้าหน้าที่ศูนย์บริการประชาชนต้องรับเรื่องจากชาวบ้านมากขึ้นกว่าช่วงที่มีรัฐบาลปกติถึงเท่าตัว จนต้องมีการแจกบัตรคิว เหมือนกับระบบธนาคารให้กับชาวบ้านที่เดินทางมาร้องเรียนที่ทำเนียบฯ เพื่อให้บริการทุกคนอย่างดี จึงขออภัยในความไม่สะดวก แต่ก็ช่วยให้มีระบบที่ดีขึ้น"
หากเปรียบเทียบเป็นข้อมูลเชิงสถิติที่สำนักงานปลัดสำนักนายกฯเก็บรวบรวมเอาไว้ พบว่าเฉพาะช่วงเวลาที่ คสช.เข้ามาบริหารประเทศ 2 เดือน นับตั้งแต่ 22 พ.ค.-24 ก.ค. มีประชาชนร้องเรียนมากถึง 39,190 ราย โดยช่องทางยอดฮิตคือสายด่วน 1111 มากถึง 34,132 ราย เว็บไซต์ 2,326 ราย ตู้ปณ.1111 จำนวน 1,054 ราย และเดินทางมาที่ศูนย์บริการฯ 1,678 ราย หรือเฉลี่ยวันละ 30 ราย และนี่ยังไม่นับถึงการร้องเรียนโดยตรงยัง คสช.อีก 1,194 ราย ซึ่งรวมๆ กันแล้วก็ทะลุ 4 หมื่นรายในรอบ 2 เดือน
หากย้อนไปเทียบกับปี 2556 ช่วงที่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ในช่วงเวลาเดียวกัน คือ 22 พ.ค.-24 ก.ค. 2556 มีการร้องเรียนจากทุกช่องทางทั้งหมดน้อยกว่าช่วงที่มี คสช.กว่าเท่าตัว คือ มีจำนวน 18,987 ราย
"10 ลำดับ" ที่เป็นเรื่องยอดฮิตซึ่งมีคนแห่มาร้องทุกข์มากที่สุด คือ 1.เรื่องเหตุเดือดร้อนรำคาญ เช่น เด็กแวนซ์ปิดถนนขับรถซิ่งตามถนนต่างๆ 2.ยาเสพติด ส่วนใหญ่เป็นการแจ้งเบาะแสการเสพและจุดจำหน่าย 3.หนี้นอกระบบที่ถูกกระทำจากเจ้าหนี้ที่ใช้วิธีทวงหนี้โหด 4.บ่อนการพนัน ซึ่งหนักไปทางให้เบาะแสและเจ้าหน้าที่ทลายไม่เคยได้ 5.ไฟฟ้า ส่วนมากเป็นพื้นที่ที่ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึงครบทุกหลังคาเรือน
6.การเสนอความเห็นเกี่ยวกับผลกระทบจากนโยบายและโครงการของรัฐ ซึ่งล้วนเป็นผลพวงจากนโยบายประชานิยมต่างๆ 7.การบริการขนส่งทางบก ที่หนักที่สุดเป็นเรื่องของรถเมล์ รถตู้ และวินมอเตอร์ไซค์ที่กำลังแก้ไขกันอยู่ 8.กล่าวโทษเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเป็นการชี้เบาะแสทุจริตในแต่ละหน่วยงาน 9.ถนน และ 10.การบริการสาธารณะ ที่ส่วนใหญ่ประสบปัญหาจากสาธารณูปโภคทั้งหลาย
โดยทุกเรื่องที่ร้องเรียนเข้ามา ทางศูนย์บริการฯนอกจากจะทำหน้าที่เป็นต้นทางของการให้ความเป็นธรรมแล้ว ก็ยังมีหน้าที่สรุปส่งเป็นรายงานอัพเดทให้ คสช.รับทราบโดยตรง และส่วนใดที่เป็นการ "แจ้งเบาะแส" ก็จะมีการปิดบังข้อมูลของผู้ให้ข้อมูลเป็นความลับชั้นสุดยอด เพื่อไม่ให้ผู้ที่ถูกชี้เบาะแสไปกระทำมิดีมิร้ายกับผู้ชี้เบาะแสได้ และจากนั้นข้อมูลทั้งหมดจะกระจายปัญหาทั้งข้อร้องทุกข์และเบาะแสไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงที่มีหน้าที่ เพื่อ "บังคับใช้กฎหมาย" และแก้ปัญหาไปตามกลไกที่มีอยู่
ตัวอย่างการร้องทุกข์จากกว่า 4 หมื่นรายที่ยื่นเข้ามา เช่น กรณีที่มีกลุ่มมัคคุเทศก์ในนาม "ชมรมมัคคุเทศก์จีนกลาง" เดินทางมาร้องเรียนกรณี "ไกด์เถื่อน" ที่ทำผิดพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ฯ ที่ทางชมรมยื่นมาแล้วเกือบทุกช่องทาง ทั้งยื่นที่ คสช.โดยตรงด้วย ก็จะถูกเจ้าหน้าที่ศูนย์บริการประชาชนส่งเรื่องไปยังหน่วยงานที่แก้ปัญหานี้ได้ คือ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
หรือกรณีที่มีผู้ชายคนหนึ่งจูงลูกสาววัย 3 ขวบ โดยระบุว่าตัวเองเคยทำธุรกิจสปา แต่ได้รับผลกระทบจากปัญหาทางการเมืองตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบันนักท่องเที่ยวหดหาย ทำให้ธุรกิจต้องปิดกิจการ ต้องว่างงาน ไม่มีรายได้ดูแลลูกสาวที่ป่วยเป็นโรคหัวใจ ขอให้ คสช.ช่วย เรื่องอย่างนี้ก็จะถูกประสานไปยังกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ให้ช่วยดูแล
หรือปัญหาเรื้อรังนาน 45 ปี อย่างผลกระทบจากการสร้างเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ ที่มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งมาร้องเรียนถึง คสช. ให้ช่วยจ่ายค่าชดเชยส่วนที่ตกหล่น ก็จะถูกส่งให้กระทรวงพลังงานติดตามแก้ปัญหา
เรียกได้ว่าเรื่อง "สากกะเบือยันเรือรบ" ถูกร้อง "ขอความสุข" มาถึง คสช. ด้วยหวังว่าจะให้ใช้ "อำนาจ" ที่มีอยู่อย่างเด็ดขาด ถอนรากถอนโคน เพราะบางปัญหาในช่วงที่ผ่านมาแก้ไขอย่างไรก็เจอ "ตอ" จนเจ้าหน้าที่เองก็เกรงใจ ทำให้ไม่สามารถจัดการปัญหาได้จริงสักที
ร้องทุกข์แล้วต้องรอดูว่า คสช.จะ "คืนความสุข" ให้ได้เพียงใด...





