เปิด3แคนดิเดตชิง'ประธาน สนช.'

เปิด3แคนดิเดตชิง'ประธาน สนช.'

เปิด3แคนดิเดตชิง "ประธาน สนช." จับตา "สุรชัย" หลีกทาง "พรเพชร" ซิวเก้าอี้

คึกคักกันพอสมควรสำหรับบรรยากาศการรายงานตัวของผู้ได้รับโปรดเกล้าฯเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งถือเป็นกิจกรรมการเมืองแรกๆ ตั้งแต่หลังการเข้าควบคุมอำนาจการปกครองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

แม้จะมีสะดุดบ้าง อย่างเช่นกรณีของ พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ซึ่งสอบตกคุณสมบัติจนต้องยื่นหนังสือลาออกไปตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มงาน หรือ นายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี ที่ขอสละตำแหน่ง เพราะมีสถานะเป็นผู้นำศาสนา ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองก็ตาม ทว่าสภาพการณ์โดยรวมของ สนช.ปี 57 ก็ชื่นมื่นไม่แพ้ชุดอื่นๆ

สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้ทำหนังสือเรียกสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ร่วมรัฐพิธีเปิดประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในวันพฤหัสบดีที่ 7 ส.ค.นี้ เวลา 15.00 น. ณ พระที่นังอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต

จากนั้นจะมีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาตินัดแรกในวันศุกร์ที่ 8 ส.ค. โดยมีวาระสำคัญ คือ การเลือกประธานและรองประธาน สนช. ซึ่งบุคคลที่ปรากฏชื่อและเป็นแคนดิเดตสำคัญว่าน่าจะได้รับความไว้วางใจจากสมาชิก มีอยู่ 2 คน คือ นายพรเพชร วิชิตชลชัย อดีตผู้ตรวจการแผ่นดิน และอดีตผู้พิพากษาศาลยุติธรรม กับ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย อดีตรองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพยายามคลี่คลายวิกฤติการเมืองก่อน คสช.เข้ายึดอำนาจ

เมื่อพลิกปูมประวัติของทั้ง 2 คน พบว่า ในส่วนของ นายพรเพชร นั้น เคยเป็นเป็นอดีต สนช.ชุดปี 2549 และอดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) นอกจากนั้นยังเป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยประเด็นการจัดเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ.57 ส่อไม่ชอบด้วยกฎหมาย กระทั่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พระราชกฤษฎีกาจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 2 ก.พ.57 ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้การเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นโมฆะ

นอกจากนี้ นายพรเพชร ยังมีส่วนสำคัญในการยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) ของ คสช. และยังเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะหัวหน้า คสช.ด้วย

ด้วยเหตุนี้ทุกฝ่ายจึงคาดหมายว่า นายพรเพชร น่าจะเป็นเต็งหนึ่งที่จะได้รับเลือกให้เป็นประธาน สนช. โดยเสียงสนับสนุนจะมาจาก สนช.สายทหารและข้าราชการ ซึ่งถือเป็นเสียงส่วนใหญ่ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติชุดนี้ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีหลายคนส่งสัญญาณชัดแจ๋วมาแล้ว เช่น พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ขณะที่คู่แข่งอย่าง นายสุรชัย นั้น ได้รับการสนับสนุนจาก สนช.ในสายอดีต ส.ว. โดยเฉพาะกลุ่ม 40 ส.ว.ที่ได้เข้ามาเป็น สนช.หลายคน อาทิ นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ นายตวง อันทะชัย และ นายสมชาย แสวงการ ทั้งนี้เพราะเคยร่วมงานและเห็นผลงานกันมา โดยเฉพาะในช่วงอดหลับอดนอนคลี่คลายวิกฤติทางการเมือง

นอกจากนี้ นายสุรชัยยังมีประสบการณ์การทำงานในฝ่ายนิติบัญญัติมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เป็นอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ปี 49 อดีต ส.ว.สรรหาชุดปี 2551 และ 2554 รองประธานวุฒิสภาและว่าที่ประธานวุฒิสภา ซึ่งเป็นตำแหน่งสุดท้ายของเขาก่อนการรัฐประหาร

อย่างไรก็ดี นอกจากชื่อของแคนดิเดตทั้ง 2 คนซึ่งว่ากันว่าจะเป็น "คู่ชิง" เก้าอี้ประธาน สนช.แล้ว ต่อมายังปรากฏชื่อของ พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ซึ่งถือเป็นอดีตคนในกองทัพ รับราชการทหารมาตลอดชีวิต กระทั่งเกษียณอายุราชการในตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม

แต่ประวัติการทำงานของเขายังไม่จบแค่นั้น เพราะ พล.อ.ธีรเดช ยังเคยเป็น ส.ว. และเป็นถึงอดีตประธานวุฒิสภา รวมทั้งอดีตประธานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาด้วย

ขณะนี้จึงมีข่าวออกมาว่า อาจมี สนช.สายทหารบางส่วนให้การสนับสนุน พล.อ.ธีรเดช ให้ผงาดไปร่วมวงชิงตำแหน่งประธาน สนช.ด้วยเหมือนกัน

แต่ถึงกระนั้น พล.อ.ธีรเดช ก็มีข้อด้อยเล็กน้อยเกี่ยวกับข้อครหาการขึ้นเงินเดือนให้ตัวเองในสมัยดำรงตำแหน่งประธานผู้ตรวจการแผ่นดินฯ จนกลายเป็นคดีความในชั้นศาล

จากแคนดิเดตทั้งหมดที่ไล่เรียงมาจนถึงขณะนี้ เชื่อว่า นายพรเพชร ยังเป็นเต็งหนึ่งที่จะได้รับเลือกเป็นประธาน สนช. ล่าสุดจึงปรากฏข่าวว่า สนช.กลุ่มที่สนับสนุนนายสุรชัย อาจเปิดทางให้กับนายพรเพชร แล้วหันมาเสนอชื่อ นายสุรชัย ลงชิงตำแหน่งรองประธาน สนช.คนที่1 แทน ส่วน พล.อ.ธีรเดช นั้น หากไม่ได้รับเลือกเป็นประธาน สนช. ก็อาจเปิดทางให้คนอื่นเข้ามาทำหน้าที่รองประธาน สนช.

ยิ่งใกล้วันเปิดประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติเข้ามาทุกที ข่าวลือและเสียงวิจารณ์เรื่องตำแหน่งประธาน สนช.และรองประธานเริ่มหนาหู บ้างก็ว่ามีโอกาสสูงที่ นายพรเพชร จะได้เป็นประธาน สนช. ขณะที่ตำแหน่งรองประธานคนที่ 1 และ 2 จะมีการคืนความชอบธรรมให้กับ นายสุรชัย และ นายพีระศักดิ์ พอจิต อดีต ส.ว.อุตรดิตถ์ (สายเลือกตั้ง) ที่เคยได้รับเลือกจากสมาชิกให้ดำรงตำแหน่งประธานและรองประธานวุฒิสภา แต่ไม่ทันได้ปฏิบัติหน้าที่ก็มีการยึดอำนาจเสียก่อน

ขณะที่ข่าวบางกระแสระบุด้วยว่า หาก สนช.สายทหารผิดหวังในตำแหน่งประธาน สนช. ก็อาจมีการเสนอชื่อบุคคลเข้าชิงตำแหน่งรองประธาน สนช.คนที่ 1 และ 2 ด้วย เท่ากับว่าจะมีการส่งคนเข้าแข่งขันทุกตำแหน่ง

สำหรับภารกิจของ สนช.หลังจากมีประธานและรองประธานเรียบร้อยแล้ว ก็จะถือว่าได้แม่น้ำสายที่ 1 จากแม่น้ำ 5 สายตามที่คสช.ประกาศไว้ ภารกิจต่อไปที่ สนช.จะต้องเร่งดำเนินการ คือ การคัดเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 และหยิบยกร่างกฎหมายที่ค้างอยู่ในวาระการพิจารณาของสภาปกติ และร่างกฎหมายค้างท่อของส่วนราชการ องค์กรอิสระ และอื่นๆ เข้ามาพิจารณาให้เกิดประโยชน์กับประชาชนสูงสุด

รวมถึงภารกิจถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่ง สนช.ต้องทำหน้าที่แทนวุฒิสภาด้วย!