วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชทพ.เมิน'สภาปฏิรูป'

ชทพ.เมิน"สภาปฏิรูป" โอดนักการเมืองตกเป็นจำเลยสร้างความขัดแย้ง

ชทพ.ปัดเข้าร่วมสรรหาเป็นสปช. โอดนักการเมืองตกเป็นจำเลยของสังคม สร้างความขัดแย้ง ประชาชนจึงไม่ไว้ใจ แต่พร้อมให้คำปรึกษา กกต.จ่อถก 5 ส.ค.เสนอชื่อคนร่วมสภาปฏิรูป เผย "ประวิช-ธีรวัฒน์-สมชัย"ชิงดำ ด้านมติ 2 สมาคม"กำนันผู้ใหญ่บ้าน-นักปกครอง"เตรียมยื่นหนังสือถึง"ปลัดกห." ขอให้คสช.ทบทวนยกเลิกประกาศแก้ไขป.วิอาญาโอนอำนาจให้ตร. ชี้ประชาชนขาดโอกาส ไร้ที่พึ่ง

ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่จะเกิดขึ้นนั้น หลังจากพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ปฏิเสธที่จะส่งเข้าร่วมสรรหาเป็นสปช.แล้ว ล่าสุดพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ของนายบรรหาร ศิลปอาชา ก็เป็นอีกพรรคหนึ่งที่จะไม่ส่งคนเข้าร่วม

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) เปิดเผยว่า ได้มีการหารือกันกับผู้บริหารภายในพรรคแล้ว และตัดสินใจกันว่าทางพรรคจะไม่เสนอชื่อบุคคลเข้าไป เพื่อรับการสรรหาเป็นสมาชิกสปช. เนื่องจากในสายตาของประชาชนที่มองพรรคการเมืองและการเมืองขณะนี้คือ ตัวปัญหาที่ทำให้เกิดความวิกฤตความขัดแย้งทั้งหมด เป็นจำเลยของสังคมอยู่ จึงไม่ไว้วางใจพรรคการเมืองและนักการเมือง หากจะเข้ามาเป็นสมาชิกสปช. แล้วพรรคการเมืองและนักการเมืองจะทำ เพื่อผลประโยชน์ของตัวเองอีกหรือไม่

ดังนั้นเรื่องนี้พรรคจึงขอทำหน้าที่ให้การสนับสนุนในการปฏิรูปประสบความสำเร็จอยู่ข้างนอกไม่อยากให้เกิดผลเสียกับสปช. อย่างไรก็ดีแม้พรรคจะไม่ได้ส่งตัวแทนเข้าไป แต่หากสปช.หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะขอคำปรึกษาเข้ามาทางพรรคยินดีให้การสนับสนุน ทั้งข้อมูล ความคิดเห็นอย่างเต็มที่ส่วนพรรคการเมืองอื่นๆ ควรจะยึดบรรทัดฐานเดียวกันนี้หรือไม่ ตนไม่ขอก้าวล่วงเพราะแต่ละพรรคมีแนวทางที่แตกต่างกัน

"ประวิช-ธีรวัฒน์-สมชัย"ชิงนั่งสปช.

แหล่งข่าวจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 5 ส.ค.นี้ กกต.ทั้ง 5 คน จะหารือเรื่องการเสนอชื่อตัวแทนจาก กกต. จำนวน 2 คน เป็นตัวแทนขององค์กรเพื่อเข้าสู่กระบวนการสรรหาผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง สปช. ก่อนส่งรายชื่อให้กับคณะกรรมการสรรหาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่แต่งตั้งขึ้น

ทั้งนี้บุคคลที่เป็นตัวเต็งในการถูกเสนอชื่อคือ นายประวิช รัตนเพียร กกต.ด้านการมีส่วนร่วม เนื่องจากเป็นผู้มีประสบการณ์ค่อนข้างมาก เคยเป็นรัฐมนตรีหลายกระทรวง อดีต ส.ส.หลายสมัย ถือว่าเป็นผู้มีประสบการณ์ทางการเมืองยาวนาน และด้านองค์กรอิสระ ก็เคยเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ผลักดันการขับเคลื่อนเรื่องการสร้างจริยธรรม คุณธรรม ส่วนตัวแทนอีก 1 คน คาดว่าจะเป็นการเลือกระหว่างผู้พิพากษา คือ นายธีระวัฒน์ ธีระโรจน์วิทย์ กกต.ด้านพรรคการเมือง และนักวิชาการ คือ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารงานเลือกตั้ง

2สมาคมจ่อยื่นคสช.ค้านโอนอำนาจให้ตร.

นายยงยศ แก้วเขียว นายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย กล่าวถึงประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 115/2557 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีความอาญา มาตรา145/1 ว่า ล่าสุดมีมติ 2 สมาคมฯ หลังจากมีการประชุมหารือเชิงวิเคราะห์ จากสมาคมนักปกครองแห่งประเทศไทย และสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทยว่า ประชาชนจะไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ดังนั้นเพื่อให้มีการถ่วงดุลค้านอำนาจกัน ทาง 2 สมาคมฯ จะได้ไปยื่นหนังสือต่อปลัดกระทรวงกลาโหมในเร็วๆ นี้

"ขณะนี้กำลังติดต่อกับปลัดกระทรวงกลาโหม แต่ยังติดต่อกันไม่ได้ หากติดต่อได้จะไปยื่นหนังสือทันที่ ส่วนที่ที่มีการหารือในส่วนของตัวแทน 3 ฝ่าย ตำรวจ อัยการ และกระทรวงมหาดไทยผลล่าสุดให้รอสภานิติบัญญัติแห่งชาติไปหาทางแก้ไขป.วิอาญาในสภานั้น เห็นว่า จะช้าเกินไป เพราะมีเรื่องที่ค้างคาอยู่กับผู้ว่าราชการจังหวัด และอัยการเยอะมาก จึงต้องมีการดำเนินการโดยด่วน" นายกสมาคมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กล่าวผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลการหารือร่วมเชิงวิเคราะห์ต่อการแก้ไขกฎหมายป.วิอาญา ของ 2 โดยพ.ท.กมล ประจวบเหมาะ นายกสมาคมนักปกครองแห่งประเทศไทย นายยงยศ แก้วเขียว นายกสมาคมฯ สมาคมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย เกี่ยวกับประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 115/2557 ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 ก.ค.2557

มีเนื้อหาระบุว่า เป็นการตัดอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดออกไปไม่ให้ทำหน้าที่ดูแลความยุติธรรมแก่ประชาชนในพื้นที่ จะเกิดปัญหาแก่ประเทศชาติและประชาชนในอนาคต เนื่องจากสังคมไทยในต่างจังหวัดยังมีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำทางสังคมสูงแตกต่างจากกรุงเทพมหานคร หากให้ตำรวจทำหน้าที่ให้คุณให้โทษแก่ประชาชนเบ็ดเสร็จ จับกุมเอง สอบสวนเอง ให้ความเห็นชอบคำสั่งไม่ฟ้อง ไม่อุทธรณ์ ไม่ฎีกา หรือถอนฟ้อง ถอนอุทธรณ์ ถอนฎีกา ของพนักงานอัยการแบบเบ็ดเสร็จครบวงจร ก่อนนำคดีขึ้นสู่ศาลไม่มีการถ่วงดุลโดยผู้ว่าราชการจังหวัด ประชาชนจะขาดหลักประกันความเป็นธรรม

โดยในอดีตที่ผ่านมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2478 นับได้กว่า 79 ปีผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถแย้งคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการส่งให้อัยการสูงสุดตรวจสอบ อัยการสูงสุดได้ชี้ขาดให้ฟ้องคดีตามความเห็นของผู้ว่าราชการจังหวัดถึงร้อยละ 70 และไม่มีปัญหาเรื่องความเป็นธรรมแต่อย่างใดการให้ตำรวจเป็นพนักงานสอบสวนและให้ผู้บัญชาการหรือรองผู้บัญชาการ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของตำรวจให้ความเห็นชอบคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการแทนผู้ว่าราชการจังหวัด จะเกิดปัญหาเรื่องความเป็นธรรมแก่ประชาชน เนื่องจากข้าราชการตำรวจทั้งพนักงานสอบสวนและผู้บังคับบัญชาของตำรวจย่อมมีฐานคิดเดียวกัน ประกาศฉบับนี้จึงเกิดประโยชน์ต่อองค์กรตำรวจเพียงฝ่ายเดียว ไม่เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติแต่อย่างใด โดยเฉพาะประชาชนในต่างจังหวัดที่มีปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมสูงอยู่แล้วจะขาดที่พึ่ง

​การให้ตำรวจรวบอำนาจทั่วประเทศยกเลิกการถ่วงดุลโดยผู้ว่าราชการจังหวัด ขัดกับพ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พ.ศ.2477 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2548 ที่ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยและอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนควบคู่กับตำรวจโดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บริหารงานยุติธรรมทางอาญาในจังหวัดนั้นๆ

นอกจากนี้ยังขัดกับหลักการปกครองและการบริหารราชการแผ่นดินในส่วนภูมิภาค ที่ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจหน้าที่บังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยและเป็นธรรมในสังคม หากตัดอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด จะทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่สามารถควบคุมดูแลหรือกำกับดูแลการสอบสวนคดีอาญาของเจ้าพนักงานตำรวจในจังหวัดได้และไม่สามารถแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมของประชาชนเกี่ยวกับอรรถคดีให้เสร็จสิ้นอย่างรวดเร็วได้

ดังนั้น เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนและประเทศชาติโดยส่วนรวมจึงเสนอหัวหน้า คสช. ขอได้โปรดทบทวนหลักการดังกล่าวข้างต้นโดยรอบคอบ และโปรดยกเลิกประกาศ คสช. ฉบับที่ 115/2557 ด้วย เพื่อคืนความสุขและคืนหลักประกันการเข้าถึงความเป็นธรรมแก่ประชาชน