ภารกิจเร่งด่วน สนช.'ตั้งนายกฯ-ถกพรบ.งบ58-คลอดก.ม.'

ภารกิจเร่งด่วน สนช.'ตั้งนายกฯ-ถกพรบ.งบ58-คลอดก.ม.'

(รายงาน) ภารกิจเร่งด่วน สนช. "ตั้งนายกฯ-ถกพรบ.งบ58-คลอดก.ม."

หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) จำนวน 200 คน รัฐพิธีเปิดประชุมสนช.จะมีขึ้นในวันที่ 7 ส.ค.นี้ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต ถัดจากนั้นสนช.จะประชุมนัดแรกวันที่ 8 ส.ค.นี้ เพื่อเลือกประธานและรองประธานสนช.

เมื่อได้ตัวประธานและรองประธาน สนช.แล้ว การทำงานของ "แม่น้ำสายที่ 1" คือ "สภานิติบัญญัติแห่งชาติ" จากทั้งหมด 5 สาย จะสามารถเริ่มเดินหน้าขับเคลื่อนภารกิจได้ทันที เพื่อให้เป็นไปตามแผนและขั้นตอน (โรดแมพ) ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ได้วางไว้ว่าจะใช้ระยะเวลากว่า 1 ปี เพื่อปฏิรูปประเทศ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับถาวร และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ก่อนเข้าสู่ระยะที่ 3 คือ การเลือกตั้ง

สำหรับอำนาจหน้าที่ สนช. ตามที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวกำหนดไว้ให้มีหน้าที่สำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1.อำนาจในการออกกฎหมาย เหมือนกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) และสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) รวมถึงการอนุมัติพระราชกำหนดที่รัฐบาลจำเป็นต้องออกเร่งด่วน หรือให้ความเห็นชอบสนธิสัญญาและหนังสือสำคัญที่รัฐบาลทำกับต่างประเทศ

2.อำนาจในการเห็นชอบการแต่งตั้งและถอดถอนนายกรัฐมนตรี และบุคคลตามที่กฎหมายกำหนด 3.การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินหรือการทำงานของรัฐบาล โดยจำกัดเพียงการตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรี หรือเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ

และ 4.อำนาจในการให้ความเห็นชอบบางเรื่องตามที่กฎหมายกำหนดรวมถึงการให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลที่ดำรงตำแหน่งในองค์กรต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม เมื่อ "โฟกัส" ไปที่ภารกิจเร่งด่วนและสำคัญของ สนช.อันดับแรกเลยคือ การดำเนินการสรรหานายกรัฐมนตรี เพื่อให้ไปจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ตามด้วยการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 วงเงิน 2.5 ล้านล้านบาท ที่ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ เพื่อให้ทันต่อการเริ่มใช้งบประมาณในวันที่ 1 ต.ค.นี้

ลำดับถัดไปเป็นการพิจารณาร่างกฎหมายที่ผ่านการอนุมัติจากที่ประชุม คสช. และเห็นควรเร่งรัดให้มีผลใช้บังคับตามนโยบาย คสช. โดยขณะนี้มีกฎหมาย 43 ฉบับ รอการพิจารณาของ สนช. อาทิ

1.ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง 2.ร่างพ.ร.บ.การกลับไปใช้สิทธิในบำเหน็จบำนาญ 3.ร่าง พ.ร.บ.กองอาสารักษาดินแดน 4.ร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม ซึ่งเป็นการขยายขอบเขตการบังคับใช้ให้ครอบคลุมลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราชการ กำหนดการคำนวณการจ่ายเงินทดแทนการขาดรายได้ และเพิ่มหลักเกณฑ์และอัตราเงินสมทบที่รัฐจะออกให้กับผู้ประกันตน

5.ร่างพ.ร.บ.กองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 6.ร่าง พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน สาระสำคัญคือเพิ่มเติมข้อยกเว้นเกี่ยวกับการให้สินเชื่อทางธุรกรรม แก่กกรรมการผู้บริหาร หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว

7.ร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดนิติบุคคลเฉพาะกิจเพื่อการเปลี่ยนแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ 8.ร่างพ.ร.บ.ยกเลิกพระราชบัญญัติการชลประทานราษฎร์ พ.ศ.2482 9.ร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร สาระสำคัญคือ การกำหนดเวลาการขอคืนภาษีให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน

10.ร่าง พ.ร.บ.เพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง สาระสำคัญ คือ การเพิ่มการดำเนินคดีแบบกลุ่มเข้าไป เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้ด้อยโอกาสทางสังคม อีกทั้งเป็นมาตการในการดำเนินคดีที่เป็นมูลคดีอย่างเดียวกันได้รับผลอย่างเดียวกันด้วย เพื่อเป็นมาตรการอำนวยความยุติธรรม อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

11.ร่างพ.ร.บ.ขนส่งทางบก เป็นการปรับปรุงน้ำหนักของรถที่ใช้ในการขนส่งส่วนบุคคล จากเดิม 1.6 ตัน เป็น 2.2 ตัน และบทกำหนดโทษ 12.ร่างพ.ร.บ.สวนป่า โดยเป็นการแก้ไขหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนสวนป่า การแปรรูปไม้ในสวนป่า การเก็บ หา ค้า มีไว้ในครอบครอง หรือนำเคลื่อนที่ซึ่งของป่าในสวนป่า และการออกใบรับรองการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนเพื่อให้เป็นมาตรการในการส่งเสริมและจูงใจในการปลูกสวนป่า

นอกจากนั้นยังมีเรื่องการ "ถอดถอน" บุคคลตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เคยชี้มูลและส่งเรื่องให้วุฒิสภาดำเนินการต่อ ประกอบด้วย 1.กรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กระทำการขัดรัฐธรรมนูญและกฎหมายในเรื่องการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว 2.กรณีนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร กระทำการรัฐธรรมนูญในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

3.กรณีนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กระทำการขัดต่อรัฐธรรมนูญในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 4.กรณีสมาชิกวุฒิสภา 36 คน จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดรัฐธรรมนูญ หรือ กฎหมาย หรือ ฝ่าฝืน หรือ ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีร่วมลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มา ส.ว.

ทั้งนี้หากบุคคลดังกล่าวถูกถอดถอน ตามรัฐธรรมนูญปี 2550 กำหนดโทษไว้ว่าจะถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี

อย่างไรก็ตาม มีปัญหาว่า สนช.จะมีอำนาจดำเนินการ "ถอดถอน" ต่อได้หรือไม่ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ถูกยกเลิกไป และในรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ก็ไม่มีบทบัญญัติรองรับเกี่ยวกับการถอดถอนไว้

เรื่องนี้นักกฎหมายมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน บางคนเห็นว่า สนช.สามารถดำเนินการถอดถอนต่อได้เลย ขณะที่นักกฎหมายบางคนเห็นแย้งว่า ไม่สามารถดำเนินการได้ ดังนั้นเรื่องอำนาจในการ "ถอดถอน" จึงเป็นประเด็นสำคัญที่รอการชี้ขาดจาก สนช.

ขณะเดียวกัน ยังมีเรื่องการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งคาอยู่ หลังที่ประชุมวุฒิสภาลงมติเลือกให้ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่ยังไม่ทันนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ประธานวุฒิสภาก็มาถูกชี้มูลเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเสียก่อน จนต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้นจึงต้องรอให้ประธานสนช.เป็นผู้พิจารณาต่อ

ทั้งหมดคือ ภารกิจเร่งด่วนของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่จะต้องดำเนินการทันที ซึ่งต้องคอยดูผลการดำเนินงานกันต่อไป