วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยื่นคสช.ทบทวนแก้ป.วิอาญาโอนอำนาจให้ตร.

มติ สมาคม กำนัน ผู้ใหญ่บ้านยื่นหนังสือถึง"ปลัดกห." ขอคสช.ทบทวนยกเลิกประกาศแก้ไขป.วิอาญาโอนอำนาจให้ตำรวจ

นายยงยศ แก้วเขียว นายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีการประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 115/2557 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีความอาญา มาตรา145/1 ที่มีการลงนามประกาศใช้โดยหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาตินั้นว่า ล่าสุดมีมติ 2 สมาคมฯ หลังจากมีการประชุมหารือเชิงวิเคราะห์ จากสมาคมนักปกครองแห่งประเทศไทย และสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทยว่า ประชาชนจะไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแกไขกฎหมายดังกล่าว ดังนั้นเพื่อให้มีการถ่วงดุลค้านอำนาจกัน ทาง 2 สมาคมฯจะได้ไปยื่นหนังสือต่อปลัดกระทรวงกลาโหมในเร็วๆนี้

"ขณะนี้กำลังติดต่อกับปลัดกระทรวงกลาโหม แต่ยังติดต่อกันไม่ได้ หากติดต่อได้จะไปยื่นหนังสือทันที่ ส่วนที่ที่มีการหารือในส่วนของตัวแทน 3 ฝ่าย ตำรวจ อัยการ และกระทรวงมหาดไทยผลล่าสุดให้รอสภานิติบัญญัติแห่งชาติไปหาทางแก้ไขป.วิอาญาในสภานั้น เห็นว่า จะช้าเกินไป เพราะมีเรื่องที่ค้างคาอยู่กับผู้ว่าราชการจังหวัด และอัยเยอะมาก จึงต้องมีการดำเนินการโดยด่วน" นายกสมาคมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านฯ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลการหารือร่วมเชิงวิเคาระห์ต่อการแก้ไขกฎหมายป.วิอาญา ของ 2 โดยพ.ท.กมล ประจวบเหมาะ นายกสมาคมนักปกครองแห่งประเทศไทย นายยงยศ แก้วเขียว นายกสมาคมฯ สมาคมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย เกี่ยวกับประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 115/2557

ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2557 มีเนื้อหาระบุว่า เป็นการตัดอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดออกไปไม่ให้ทำหน้าที่ดูแลความยุติธรรมแก่ประชาชนในพื้นที่ จะเกิดปัญหาแก่ประเทศชาติและประชาชนในอนาคต เนื่องจากสังคมไทยในต่างจังหวัดยังมีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำทางสังคมสูงแตกต่างจากกรุงเทพมหานคร หากให้ตำรวจทำหน้าที่ให้คุณให้โทษแก่ประชาชนเบ็ดเสร็จ จับกุมเอง สอบสวนเอง ให้ความเห็นชอบคำสั่งไม่ฟ้อง ไม่อุทธรณ์ ไม่ฎีกา หรือถอนฟ้อง ถอนอุทธรณ์ ถอนฎีกา ของพนักงานอัยการแบบเบ็ดเสร็จครบวงจร ก่อนนำคดีขึ้นสู่ศาลไม่มีการถ่วงดุลโดยผู้ว่าราชการจังหวัด ประชาชนจะขาดหลักประกันความเป็นธรรม ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2478 นับได้กว่า 79 ปีผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถแย้งคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการส่งให้อัยการสูงสุดตรวจสอบ อัยการสูงสุดได้ชี้ขาดให้ฟ้องคดีตามความเห็นของผู้ว่าราชการจังหวัดถึงร้อยละ 70 และไม่มีปัญหาเรื่องความเป็นธรรมแต่อย่างใด

การให้ตำรวจเป็นพนักงานสอบสวนและให้ผู้บัญชาการหรือรองผู้บัญชาการ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของตำรวจให้ความเห็นชอบคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดจะเกิดปัญหาเรื่องความเป็นธรรมแก่ประชาชน เนื่องจากข้าราชการตำรวจทั้งพนักงานสอบสวนและผู้บังคับบัญชาของตำรวจย่อมมีฐานคิดเดียวกัน ประกาศฉบับนี้จึงเกิดประโยชน์ต่อองค์กรตำรวจเพียงฝ่ายเดียว ไม่เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติแต่อย่างใด โดยเฉพาะประชาชนในต่างจังหวัดที่มีปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมสูงอยู่แล้วจะขาดที่พึ่ง

​การให้ตำรวจรวบอำนาจทั่วประเทศยกเลิกการถ่วงดุลโดยผู้ว่าราชการจังหวัด ขัดกับพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พ.ศ.2477 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2548 ที่ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยและอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนควบคู่กับตำรวจโดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บริหารงานยุติธรรมทางอาญาในจังหวัดนั้นๆ นอกจากนี้ยังขัดกับหลักการปกครองและการบริหารราชการแผ่นดินในส่วนภูมิภาคตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 มาตรา 30 และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2550 มาตรา 52/1 (1)(2) มาตรา 53 มาตรา 54 มาตรา 57(4) และมาตรา 58 ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจหน้าที่บังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยและเป็นธรรมในสังคม ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 63/2557 เรื่องนโยบายเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมของรัฐ ว่าประชาชนต้องได้รับความเป็นธรรมภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมายอย่างทั่วถึง ตามหลักนิติธรรม

​โดยเฉพาะประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 96/2557 เรื่องการจัดตั้งศูนย์ดำรงธรรม เพื่อเป็นศูนย์กลางในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน บำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้แก่ พี่น้องประชาชน และเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยและเป็นธรรมในสังคมตามนโยบายของรัฐบาล โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจสั่งการบังคับบัญชา กำกับ ดูแลบรรดาข้าราชการและพนักงานของรัฐในเขตจังหวัดรวมถึงข้าราชการตำรวจด้วย หากตัดอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งเป็นกฎหมายว่าด้วยการยุติธรรมโดยเฉพาะตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเคยมีอำนาจอยู่เดิม จะทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่สามารถควบคุมดูแลหรือกำกับดูแลการสอบสวนคดีอาญาของเจ้าพนักงานตำรวจในจังหวัดได้และไม่สามารถแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมของประชาชนเกี่ยวกับอรรถคดีให้เสร็จสิ้นอย่างรวดเร็วได้ โดยเฉพาะข้าราชการอัยการ ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน โดยการถ่วงดุลอำนาจการสั่งคดีของพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้เท่านั้น กฎหมายบริหารราชการแผ่นดินหรือประกาศฯฉบับที่ 96/2557 ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่มีอำนาจกำกับดูแลข้าราชการอัยการและไม่สามารถตรวจสอบถ่วงดุลสำนวนคดีอาญาที่พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้อง เพื่ออำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนในพื้นที่อีกต่อไป

​ผู้ว่าราชการจังหวัดมีความจำเป็นต้องใช้อำนาจตามกฎหมายทั้งการปกครอง การบริหาร และการยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการบูรณาการสร้างความเป็นธรรมให้เกิดความปรองดอง สมานฉันท์ในพื้นที่ตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศต่อไป จึงมีความจำเป็นต้องคงอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดให้สามารถควบคุมดูแลการสอบสวนคดีอาญาของเจ้าพนักงานตำรวจและถ่วงดุลการสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการในจังหวัดนั้น ตามมาตรา 21 และมาตรา 145 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาตามหลักการเดิม

ดังนั้น เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนและประเทศชาติโดยส่วนรวมจึงเสนอหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ขอได้โปรดทบทวนหลักการดังกล่าวข้างต้นโดยรอบคอบ และโปรดยกเลิกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 115/2557 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2557 ด้วย เพื่อคืนความสุขและคืนหลักประกันการเข้าถึงความเป็นธรรมแก่ประชาชน จักเป็นคุณแก่ชาติบ้านเมืองและประชาชนเป็นอย่างยิ่ง