สแกน'สนช.'8กลุ่ม! หลากที่มาหลายเหตุผล

สแกน'สนช.'8กลุ่ม! หลากที่มาหลายเหตุผล

สแกน'สนช.'หลากที่มา..หลายเหตุผล ชี้มี8กลุ่ม จับตาดูการทำงาน

เรียกได้ว่าเป็นไปตามตารางเวลาที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) วางเอาไว้คือภายในเดือนกรกฎาคม จะมีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และ 200 รายชื่อที่ออกมานั้นจะเรียกว่าไม่เกินความคาดหมายก็น่าจะได้ แต่หากจะบอกว่าสวยหรูก็คงไม่ใช่ เพราะใน 200 รายชื่อ มีถึง 105 รายชื่อที่เป็นทหาร และแน่นอนว่าทุกคนต้องคอยจับตาดูการทำงานว่าสภาแห่งนี้จะเป็นเพียงตรายางหรือไม่

อย่างไรก็ตามหากสแกนรายชื่อจะสามารถจัดสรรกลุ่มที่มาได้เป็น 8 กลุ่ม

โดย กลุ่มที่ 1 ทหาร และอดีตทหาร จะพบว่ามีทั้งทหารในประจำการและนอกประจำการ โดยมีนายทหารในประจำการอยู่ถึง 69 คน ซึ่งหลายคนเป็นหน่วยคุมกำลังและถูกมองว่าเป็นการตอบแทนในการร่วมมือร่วมใจ เช่นแม่ทัพภาคต่างๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีชื่อของ พล.ท.ธีรชัย นาควานิช แม่ทัพภาค 1 ซึ่งเป็นผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบของ คสช. และ พล.ท.ปรีชา จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 3 ซึ่งเป็นน้องชายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่ด้วย

แต่ในส่วนของทหารนอกประจำการก็น่าสนใจไม่ใช่น้อย เพราะหลายคนแม้จะไม่ได้เป็นทหารแล้วแต่ก็ไปมีบทบาทในด้านอื่นๆ เช่น พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ที่เคยเป็นทั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน และประธานวุฒิสภา พลอ.อ.ณรงค์ศักดิ์ สังขพงศ์ อดีตรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)

รวมไปถึงนายทหารที่มีความใกล้ชิดกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อีกสองคน เช่น พล.อ.ไพโรจน์ พานิชสมัย อดีต รอง ผบ.สส. อดีตนายทหารคนสนิทของ พล.อ.เปรม และ พล.อ.อู้ด เบื้องบน อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม

อย่างไรก็ตามก็มีชื่อที่ทำให้แปลกใจอย่าง พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ประธานคณะที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งถูกมองว่าใกล้ชิดกับพรรคเพื่อไทย แต่สุดท้าย คสช. ก็ซื้อใจให้เข้ามาเป็น สนช. ในที่สุด

กลุ่มที่ 2 ตำรวจ ที่น่าสนใจคือ คู่ชิง ผบ.ตร.คนใหม่ อย่าง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง และ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ ได้เข้ามาเป็น สนช.ทั้งคู่ นอกจากนี้ยังปรากฏชื่อของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร.

กลุ่มที่ 3 ข้าราชการ และอดีตข้าราชการ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มาจากข้าราชการหลากหลายกระทรวง ที่กระจายไปตามด้านต่างๆ แต่ที่น่าสนใจคืองานด้านกฎหมายที่มีการแต่งตั้งทั้งนายชูเกียรติ รัตนชัยชาญ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา นายดิสทัต โหตระกิตย์ รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ยังมี คุณพรทิพย์ จาละ ที่เป็นอดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา นายภัทรศักดิ์ วรรณแสง เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม

แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจด้านกฎหมาย ยังไม่รวมคนจากภาคอื่นๆ ที่มีผู้มีความรู้ความสามารถในทางกฎหมายอีกหลายคน จึงน่าเชื่อได้ว่าภารกิจในการออกกฎหมายสำคัญๆ จะเป็นภารกิจที่ คสช. คาดหวังไว้พอสมควรกับ สนช.ชุดนี้

กลุ่มที่ 4 องค์กรอิสระ ตัวแทนองค์กรอิสระ มีผู้ที่น่าสนใจคือ "พรเพชร วิชิตชลชัย" ผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยเขาถูกจับตาว่าจะเข้ามาเป็นเต็งหนึ่งที่จะคั่วตำแหน่งประธาน สนช. เพราะเขาเป็นผู้ที่ทำงานร่วมกับ คสช. ในด้านกฎหมายตั้งแต่แรก และร่วมเป็นหนึ่งในคณะแถลงเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวนี้ด้วย

กลุ่มที่ 5 อดีต ส.ว. ซึ่งหลายคนจับตากลุ่มอดีต ส.ว.สรรหา โดยเฉพาะกลุ่ม 40 ส.ว. เช่น นายสมชาย แสวงการ ทั้งนี้ยังมีชื่อของ "สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย" อดีตว่าที่ประธานวุฒิสภา ซึ่งถูกมองว่าเป็นอีกคนที่สามารถชิงตำแหน่งประธาน สนช. ได้ เนื่องจากมีความชำนาญงานสภาและได้รับการยอมรับจากหลายฝ่าย

กลุ่มที่ 6 นักวิชาการ ซึ่ง คสช. เลือกจากที่ประชุมอธิการบดีเป็นหลัก โดยมีทั้งประธานที่ประชุมอธิการบดีอย่าง นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล รวมไปถึง "สมคิด เลิศไพฑูรย์" อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งนายสมคิดน่าจะเป็นอีกคนที่มีบทบาท และน่าที่จะถูกส่งเข้าไปเป็นกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพราะเขาเคยร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 มาแล้ว

กลุ่มที่ 7 นักธุรกิจ ซึ่งมีนักธุรกิจเข้ามาร่วม อาทิ นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) และที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และหนึ่งในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) นอกจากนี้เขายังเคยเป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์อีกด้วย

กลุ่มที่ 8 อื่นๆ เพื่อความหลากหลาย ที่หลายคนแปลกใจคือปรากฏชื่อของ นายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรีอยู่ด้วย ซึ่งมองว่า คสช. อาจจะต้องการให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาภาคใต้

อย่างไรก็ตามใช่ว่าความสำคัญจะมีเฉพาะคนที่ปรากฏชื่อ เพราะคนที่ไม่ปรากฏชื่อก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็น "วิษณุ เครืองาม" "มีชัย ฤชุพันธุ์" กลุ่มนายพล คสช. และที่ปรึกษาอีกหลายคนที่คาดว่าจะรอไปรับตำแหน่งรัฐมนตรี

และจากรายชื่อทำให้ถึงนาทีนี้เราสามารถจำกัดชื่อคู่ชิงประธาน สนช. เหลือเพียงสองคนเท่านั้นคือ "พรเพชร-สุรชัย" ตอนนี้ "พรเพชร" ดูจะมีภาษีเหนือกว่าจากความใกล้ชิดและทำงานกับ คสช. มาแต่ต้น ซึ่งอาจจะเป็นผู้เดินกระบวนการต่างๆ ให้ไหลลื่นตามแนวทางของ คสช. แต่ "สุรชัย" ก็มีจุดแข็งคือความเชี่ยวชาญงานสภา และ สามารถประสานกับคนจำนวนมากได้ ซึ่งนี่คือคุณสมบัติของคนที่จะมาเป็นประธาน

และที่ต้องจับตาจากนี้คือบทบาทการทำหน้าที่ของ สนช. จริงอยู่ที่ต้องเป็นไปตามที่ คสช.ต้องการเพื่อให้งานราบรื่น แต่หากอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อคนในชาติ ท่านเหล่านี้ก็ต้องพร้อมที่จะตรวจสอบและคัดค้านเช่นกัน เพราะคนกลุ่มเดียวที่ สนช. ควรทำงานให้คือ "ประชาชน" เท่านั้น