สนช.ทยอยรายงานตัววันแรก ด้าน เลขาฯวุฒิ เผยเตรียมสอบคุณสมบัติสนช.อีกรอบ
ที่รัฐสภา สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ได้มีการเปิดรายงานตัวสมาชิกสภานิติบัญญัติ (สนช.) วันแรกหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง โดยเจ้าหน้าที่ได้มีการตั้งโต๊ะบริเวณห้องโถงชั้น 1 อาคาร 2 เป็นที่รับรายงานตัว ซึ่งเปิดรายงานตัวตั้งแต่เวลา 8.30 น.-16.30 น.
โดยมีสนช.ทยอยเดินทางมารายงานตัว อาทิ พล.อ.จิระเดช โมกขะสมิต ประธานที่ปรึกษาสภากองบก พล.อ.ไพชยนต์ ค้าทันเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนกระทรวงกลาโหม พล.ท.สุวโรจน์ ทิพย์มงคล หัวหน้าสำนักงานกระทรวงกลาโหม พล.ท.กิตติ อินทสร ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายข่าว พล.อ.อักษรา เกิดผล เสนาธิการทหารบก เป็นต้น
นางนรรัตน์ พิมเสน เลขาธิการวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ว่า ระยะเวลา 5 วันจะเพียงพอสำหรับการรายงานตัว คาดว่า สนช.น่าจะมารายงานตัวได้ครบ ส่วนรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาในวันที่ 7 ส.ค.นั้นต้องรอหมายกำหนดการอย่างเป็นทางการ และจะนัดสมาชิกสนช.ประชุมในวันถัดไป ทั้งนี้ในการประชุมครั้งแรกจะต้องให้ผู้อาวุโสสูงสุด คือ นายสมพร เทพสิทธา ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุม ซึ่งอาจจะต้องใช้ข้อบังคับการประชุม สนช.ปี 2549 เพื่อเลือกประธานและรองประธาน
อย่างไรก็ตามขณะนี้พบว่า พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร อาจจะขาดคุณสมบัติเพราะเป็นสมาชิกพรรคชาติพัฒนา และวุฒิสภาจะตรวจสอบคุณสมบัติสนช.คนอื่นๆ จากนั้นจะแจ้งให้ คสช.รับทราบ ซึ่งเชื่อว่าจะใช้เวลาไม่นาน
ต่อมาเวลา 10.00 น.นายตวง อันทะไชย สนช. และอดีตสว.กลุ่ม 40 สว. ได้เดินทางมารายงานตัวเป็นคนแรก นายตวง กล่าวว่า ไม่เคยติดต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาก่อน เพราะหลังจากสิ้นสุดการดำรงตำแหน่งส.ว.สรรหา ก็ได้เดินทางไปปฏิบัติภารกิจส่วนตัวที่ต่างจังหวัด ดังนั้นจึงทราบว่าตนเองได้รับตำแหน่งหลังจากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สำหรับภารกิจของสนช.ในอนาคตต้องเน้นหนักเรื่องการปฏิรูปประเทศ เพราะรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันได้ให้อำนาจสนช.ในการพิจารณากฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายที่เสนอมาจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)
เมื่อถามว่า การที่มีทหารเข้ามาในสนช.จำนวนมาก จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของสนช.หรือไม่ นายตวง กล่าวว่า ทหารจะเข้ามามากหรือน้อย ไม่ใช่ประเด็น แต่ประเด็นในเวลานี้คือการทำงานเพื่อบ้านเมืองให้เดินหน้าสู่การปฏิรูปได้ จึงถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันทำงาน เพื่อพัฒนาประเทศไปสู่จุดดังกล่าวให้ได้ ส่วนสนช.จะมีอำนาจถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งทางการเมืองได้หรือไม่นั้น คงต้องหารือกันในที่ประชุมสนช. เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า หากมีประเด็นใดที่เป็นปัญหาทางกฎหมายจะต้องให้ที่ประชุมสนช.วินิจฉัย
อย่างไรก็ตาม เมื่อปี 2549 สนช.เคยมีมติถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มาแล้ว ประกอบกับปัจจุบันสถานะทางกฎหมายของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ยังมีผลอยู่
ด้านนายศิระชัย โชติรัตน์ อดีตผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ในฐานะสนช. กล่าวว่า ไม่มีใครทาบทามให้มาทำหน้าที่ดังกล่าว โดยทราบเรื่องจากประกาศคสช. เมื่อทราบแล้วจึงเดินทางมารายงานตัวในช่วงเช้าวันนี้ เพราะในช่วงเย็นต้องเดินทางไปต่างจังหวัด
"ในฐานะที่ผมเป็นอดีตข้าราชการ เมื่อเกษียนแล้วก็ขออุทิศตนทำงานให้บ้านเมืองเต็มที่ ส่วนจะทำเรื่องใดเป็นพิเศษยังไม่ขอพูด ขอเวลาทำงานก่อน" นายศิระชัย กล่าว





