วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

โครงสร้างดับไฟใต้ หน.คสช.ให้ดาบ'อุดมเดช'

โครงสร้างคสช.ดับไฟใต้เผยโครงสร้างคสช."ดับไฟใต้" "ประยุทธ์" ให้ดาบ"อุดมเดช"

การแก้ไขปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ถือเป็นอีกภารกิจ "คืนความสุขให้คนในชาติ" ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะหัวหน้า คสช. ที่มุ่งปรับโครงสร้างการบริหาร และแนวทางการปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะรองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (รอง ผอ.รมน.) ได้อนุมัติโครงสร้างการบริหารจัดการปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ออกเป็น 3 ระดับ คือ

1.ระดับนโยบาย มีหัวหน้า คสช. เป็นผู้รับผิดชอบกำหนดนโยบายและแนวทางการแก้ปัญหาทั้งปวง โดยมีสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้คำปรึกษา รวมทั้งการจัดทำนโยบายในการแก้ปัญหา

2.ระดับแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ให้จัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ มี พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รองผู้บัญชาการทหารบก (รองผบ.ทบ.) ในฐานะเลขาธิการ คสช. ทำหน้าที่เป็นประธานขับเคลื่อนนโยบาย

มี นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (ลมช.) เป็นเลขานุการ รับผิดชอบการบูรณาการงานการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของหน่วยงาน และส่วนราชการต่างๆ รวมทั้งกลไกที่มีอยู่เดิม

โดย กอ.รมน. และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ร่วมเป็นหน่วยรับผิดชอบหลักบูรณาการแผนการปฏิบัติ ทั้งในมิติของงานด้านความมั่นคง และด้านการพัฒนา

3.ระดับหน่วยปฏิบัติ ให้ กอ.รมน.ภาค 4 สน.เป็นหน่วยรับผิดชอบหลักในการขับเคลื่อนงานการแก้ไขปัญหาทั้งปวง ทั้งงานด้านความมั่นคงและงานด้านการพัฒนา โดยให้ ศอ.บต.จัดตั้ง "ศอ.บต.ส่วนหน้า" เป็นหน่วยในโครงสร้างการจัดของ กอ.รมน.ภาค 4 สน.

หัวหน้า คสช.ยังคงดำรงความมุ่งหมายในการแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติวิธี ภายใต้หลักพื้นฐานสำคัญคือ ราชอาณาจักรไทยเป็นรัฐเดียวจะแบ่งแยกไม่ได้ ซึ่งหมายรวมทั้งการไม่แบ่งแยกดินแดนหรือแบ่งแยกการปกครองรูปแบบต่างๆ

สำหรับความคืบหน้าการทำงานภายใต้โครงสร้างใหม่นั้น พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รอง ผบ.ทบ. ในฐานะประธานคณะทำงานขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ ได้ประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนฯ เป็นครั้งแรกเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

ที่ประชุมรับทราบโครงสร้างการบริหารจัดการปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ใหม่ ซึ่งจะใช้เป็นแนวทางขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหารับทราบการบูรณาการแผนงาน และโครงการประจำปีงบประมาณ 2558 รวมทั้งติดตามความคืบหน้า ปัญหา และอุปสรรคการดำเนินงานปี 2557 ของกลุ่มงานต่างๆ ภายใต้โครงสร้างศูนย์ปฏิบัติการคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศปก.กปต.) พล.อ.อุดมเดช ได้ย้ำประเด็นการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาที่สำคัญ ทั้งเรื่องการบูรณาการงานด้าน "การข่าว" ทั้งในระดับยุทธศาสตร์ และยุทธวิธี, กำหนดเป้าหมายเฉพาะและทำการประชาสัมพันธ์เชิงรุกภายใต้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง, ขยายพื้นที่ให้บริการสาธารณสุขให้ครอบคลุมพื้นที่ห่างไกล เสริมสร้างขีดความสามารถของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เพิ่มการเยียวยาทางด้านจิตใจต่อผู้ได้รับผลกระทบ, ให้ สมช.ประสานและจัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพูดคุยเพื่อสร้างสันติสุข เพื่อสร้างหลักประกันความต่อเนื่อง และสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม, ให้บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับงานอำนวยความยุติธรรม รวมทั้งงานนิติวิทยาศาสตร์

รวมทั้งให้กระทรวงการต่างประเทศดำรงบทบาทที่เหมาะสมในเวทีสากลและสร้างความเข้าใจกับต่างประเทศโดยต่อเนื่อง รวมถึงกำหนดให้มีการประชุมคณะทำงานเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อให้การขับเคลื่อนการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ เมื่อกลางสัปดาห์ที่แล้ว พล.อ.อุดมเดช พร้อมคณะทำงาน ประกอบด้วย เลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ลธ.รมน.), เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ลธ.ศอ.บต.), รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (รอง ลมช.) และผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผช.ผบ.ตร.) ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.)

การลงพื้นที่ในครั้งนี้ พล.อ.อุดมเดช ได้เน้นให้ปรับปรุงกระบวนการดำเนิน "คดีความมั่นคง" ให้มีความรวดเร็วขึ้น, เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษ (นปพ.), บูรณาการพยานหลักฐานประกอบคดี โดยนำหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเร่งขจัดปัญหา "ภัยแทรกซ้อน" ให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ยาเสพติด" และ "น้ำมันเถื่อน" รวมทั้งขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งต้องปฏิบัติหน้าที่รักษากฎหมาย และปฏิบัติงานด้านความมั่นคงตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็งต่อไป

พล.อ.อุดมเดช ยังให้ กอ.รมน.ภาค 4 สน. กำกับดูแลควบคุมการปฏิบัติงานของทุกส่วนราชการ ให้เป็นไปตามนโยบายและแผนงานที่ได้บูรณาการไว้, ให้ความสำคัญกับชุมชนและหมู่บ้าน โดยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ "กำลังประชาชน" เพื่อให้ช่วยดูแลพื้นที่ของตน

พร้อมทั้งขยายพื้นที่โครงการตำบลสีขาวปลอดยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมาย และสนับสนุนให้ศูนย์ปฏิบัติการอำเภอ (ศปก.อ.) มีความเข้มแข็ง สามารถขับเคลื่อนงานทั้งในมิติของงานด้านความมั่นคง และการพัฒนา

นอกจากนี้ ได้ย้ำเจตนารมณ์และแนวทางของหัวหน้า คสช. ในการแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติวิธี ตามยุทธศาสตร์การพูดคุยเพื่อสร้างสันติสุข

ในขั้นแรกขอให้ กอ.รมน.ภาค 4 สน. เริ่ม "กระบวนการพูดคุยในระดับพื้นที่" เพื่อสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

สำหรับมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยได้ให้ กอ.รมน.ภาค 4 สน. เพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัย รวมทั้งอำนวยความสะดวกให้พี่น้องมุสลิมในการประกอบศาสนกิจในห้วงเดือนรอมฎอน

ทั้งนี้ ในส่วน กอ.รมน.ภาค 4 สน. มีการขับเคลื่อนที่สำคัญ คือ การขับเคลื่อนชุดคุ้มครองตำบล, การรักษาความปลอดภัยเขต 7 เมืองเศรษฐกิจ 11 อำเภอที่ต้องควบคุมสถานการณ์ และ 20 ชุมชนเขตเทศบาลที่ต้องเฝ้าระวัง

หัวหน้า คสช.ยังสั่งการให้หน่วยควบคุมสถานการณ์ช่วง 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน และแสดงความห่วงใยถึงความสูญเสียของเจ้าหน้าที่ผ่านมา โดยได้ให้คำแนะนำการปฏิบัติการทางยุทธวิธี รวมถึงการระมัดระวังตนเองและคณะในการเดินทางร่วมกิจกรรมของชุมชน

รวมทั้งให้ กอ.รมน.ภาค 4 สน. เร่งรัดพูดคุย พัฒนาความสัมพันธ์สร้างความเข้าใจกับกลุ่มนักวิชาการ นิสิต นักศึกษา ภาคประชาสังคม และภาคประชาชนที่ยังเห็นต่างกับภาครัฐ ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม การดำเนินคดีมีความคืบหน้า

ท่ามกลางบรรยากาศปรองดองสมานฉันท์ในขณะนี้ หน่วยควรแสวงโอกาสจัดกิจกรรมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ร่วมกับประชาชน เช่น การพัฒนาวัด มัสยิด ถนน การถากถางเส้นทางรกทึบที่มักเกิดเหตุ เพื่อแสดงให้เห็นว่าประชาชนในพื้นที่ไม่เห็นด้วยกับเหตุความรุนแรง

นอกจากนี้กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ในระดับนโยบายของไทยพร้อมเดินหน้าตามกระบวนการ ส่วนในระดับแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัตินั้น สมช.อยู่ระหว่างการประสานกับประเทศมาเลเซียในการจัดรูปแบบการพูดคุย และคณะพูดคุย

ในส่วนของกำลังพลในพื้นที่นั้น หัวหน้า คสช.ได้ชื่นชมเจ้าหน้าที่ทุกคนมีความตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ ขอให้เร่งสร้างความเข้มแข็งให้แก่ "กำลังประจำถิ่น" ในพื้นที่ ส่วนกำลังเจ้าหน้าที่ต่างพื้นที่จะให้อยู่ช่วยปฏิบัติงานในพื้นที่จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติ