วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'จาตุรนต์'แจงม.44คำสั่งคสช.เป็นที่สุด

"จาตุรนต์"ถามรธน.ชั่วคราวม.44ใครเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยทั้ง3ใครมีอำนาจปลดนายกฯ ศาลมีอำนาจแค่ไหน

นายจตุรนต์ ฉายแสง อดีตรมว.ศึกษาฯ ตอบกระทู้ในเฟซบุ๊คว่า สวัสดีครับ อยู่แปดริ้วครับ มีเวลาเล็กน้อย ขอขยายความเกี่ยวกับความเห็นต่อรัฐธรรมนูญชั่วคราวอีกนิดหน่อยก่อน แล้วเสาร์ อาทิตย์นี้ค่อยพูดต่อ

มีการวิจารณ์ติชมรัฐธรรมนูญชั่วคราวกันในหลายประเด็น แต่เรื่องที่ดูจะมีการให้ความเห็นกันมากเป็นพิเศษดูจะได้แก่บทบัญญัติตามมาตรา 44 ผมเองก็ได้ให้ความเห็นต่อมาตรานี้ไปบ้างแล้ว ยังมีที่น่าจะขยายความได้อีกไม่น้อยทีเดียว

ที่อยากจะพูดเสียก่อนคือมาตรานี้นับได้ว่าเป็นหัวใจของรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับนี้เพราะมีความสำคัญเหนือกว่ามาตราอื่นๆทั้งหมด ความจริงคือการขยายความการปกครองภายใต้รัฏฐาธิปัตย์ให้ชัดเจนเป็นรูปธรรมว่าคสช.คือผู้มีอำนาจสูงสุด สามารถใช้อำนาจอธิปไตยในทุกด้านได้เหนือกว่าองค์กรอื่นๆ

ที่ว่ารัฐธรรมนูญนี้มีลักษณะการขัดกันเองของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่สำคัญก็อยู่ตรงมาตรา 44 นี้แหละ ใครเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยทั้งสาม ใครมีอำนาจปลดนายกรัฐมนตรีหรือครม. ศาลมีอำนาจแค่ไหนอย่างไรตามที่บัญญัติไว้ย่อมขัดกับมาตรา 44 หรืออยู่ใต้มาตรา 44 อีกที เพียงแต่ว่าหากมีปัญหาข้อขัดแย้งเกิดขึ้นก็ไม่มีประโยชน์หรือจำเป็นอะไรที่จะไปหาองค์กรใดมาตัดสิน เพราะในมาตรา 44 ก็บอกไว้แล้วว่าคำสั่งของคสช.เป็นที่สุด

ปัญหาบทบัญญัติอย่างนี้คือการขัดต่อหลักนิติรัฐและนิติธรรม คือจะว่าประเทศนี้มีกฎหมายและใช้กฎหมายก็ใช่ แต่คนทุกคนไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพหรือสิทธิมนุษยชนโดยกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน หากกลายเป็นว่ามีคณะบุคคลที่อยู่เหนือกฎหมายหรืออยู่ในฐานะที่เป็นกฎหมาย ไม่นับว่ายังมีปัญหาเกี่ยวกับที่มาและแม้แต่ชื่อของ"รัฐธรรมนูญ"นี้ด้วย

ปัญหาต่อมาคือใครคือผู้รับผิด รับชอบต่อการบริหารกิจการบ้านเมือง ครม.รับผิดชอบแค่ไหนอย่างไร สภาต่างๆรับผิดชอบแค่ไหนอย่างไรและรับผิดชอบต่อใคร คสช.รับผิดชอบแค่ไหนต่อใคร

การปกครองในระบบอย่างนี้ไม่ได้ยึดหลักของการแบ่งแยกอำนาจ ไม่มีความชัดเจนของการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างองค์กรต่างๆที่สาธารณชนจะสามารถเข้าใจและมีส่วนร่วมด้วยได้

คสช.อาจศึกษาการวางระบบอำนาจลักษณะนี้มาจากอดีตเช่นสมัยจอมพลสฤษดิ์ โดยนำเอามาตรา 17 ของธรรมนูญการปกครองในยุคนั้นมาทำให้เข้มข้นและชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก แต่ปัญหาสำคัญก็คือสภาพทางสังคมในปัจจุบันต่างจากเมื่อ 50 กว่าปีก่อนนี้อย่างมาก ทุกวันนี้สื่อมวลขนไม่ได้ถูกปิดกั้นอย่างในอดีต ประชาชนก็เรียนรู้เข้าใจเหตุการณ์บ้านเมืองมากกว่าในอดีตอย่างมาก ไม่นับว่าในอดีตไม่ได้มีสื่อออนไลน์หรือโซเชียลมีเดียที่มีใช้กันอย่างกว้างขวางอย่างปัจจุบันนี้และสังคมไทยก็เป็นสังคมเปิดสู่โลกภายนอกแตกต่างจากอดีตอย่างมากด้วย

ในสภาพที่แตกต่างกันอย่างมากนี้หากจะแนะนำอะไรได้บ้างก็คงจะเป็นว่าคสช.คงต้องหลีกเลี่ยงการใช้อำนาจตามมาตรา 44 นี้ให้มากที่สุดและควรจะเปิดโอกาสและส่งเสริมให้ทุกฝ่ายในสังคมได้สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรีและมีส่วนร่วมในกระบวนการปฏิรูปต่างๆอย่างเต็มที่

อีกประการหนึ่งการบัญญัติให้คสช.มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่ไม่มีการตรวจสอบ ถ่วงดุลอย่างนี้ หากจะศึกษาบทเรียนในอดีต จะพบว่าเป็นเรื่องยากมากที่จะป้องกัน หลีกเลี่ยงไม่ให้มีการใช้อำนาจตามอำเภอใจและการทุจริต คอรัปชั่นทั้งของผู้นำเองและสมุนบริวารซึ่งจะเป็นต้นเหตุของความเสื่อมและความเสียหายต่อบ้านเมือง ดังจะเห็นได้จากบทสุดท้ายของผู้นำที่ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในลักษณะนี้มักไม่อาจหลีกเลี่ยงเรื่องดังกล่าวนี้ได้เลย

ก็อยากจะเสนอควมเห็นในทางปรารถนาดีว่าการนำเอาระบบหรือเครื่องมือในอดีตมาใช้ในปัจจุบัน นอกจากจะต้องคำนึงถึงสภาพการณ์ที่แตกต่างกันอย่างมากแล้ว ยังต้องศึกษาทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวที่เกิดขึ้นในอดีตด้วย