คสช.ไฟเขียวแก้ก.ม.ป.วิอาญาเขี่ย"มหาดไทย"พ้นทางการถ่วงดุล
มีรายงานข่าวจากกระทรวงมหาดไทยแจ้งว่า ต่อกรณีการประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 115/2557 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีความอาญา มาตรา145/1 ที่มีการลงนามประกาศใช้โดยหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาตินั้น
ล่าสุดแหล่งข่าวจากกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวได้มีการประชุมหารือในวันจันทร์ที่ 21 ก.ค. 57 ตั้งแต่เวลา 16.00 - 18.00 น. ที่ห้องประชุมพระยามานวราชเสวี ชั้น 1 สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มี นาย วิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งขาติ เป็นประธานในที่ประชุมหารือเรื่อง “แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีความทางอาญา” หรือ ป.วิอาญา ซึ่งการประชุมครั้งนี้ มีคณะกรรมการพิจารณา 3 ฝ่าย ได้แก่ ตำรวจ สำนักอัยการ มหาดไทย มีตัวแทนฝ่ายละ 3 คน
แหล่งข่าวในที่ประชุม กล่าวว่า อ.วิษณุ กล่าวในการเป็นประธานในที่ประชุมว่า การแก้ไขกฎหมายวิธีพิจารณาคดีความทางอาญา ที่เกี่ยวเนื่องและกระทบกระเทือน ต่อโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน ที่เชื่อมโยงของประเทศไทย ที่เน้นให้ผู้ว่าราชการจังหวัดรับผิดชอบสูงสุด ในการดูแลความสงบเรียบร้อย ความเป็นธรรมของประชาชน ไม่ควรรีบด่วนไปแก้ไขเปลี่ยนแปลง ควรพิจารณาโดยรอบคอบ หากมีจุดบกพร่อง เพียงการบริหาราชการภายในของตำรวจ หรือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็ควรแก้ไขด้วยหนังสือสั่งการ หรือข้อตกลงร่วมกัน ไม่ควรจะแก้ไขกฎหมาย
แหล่งข่าว กล่าวต่อว่า ภายหลังจากมีการประชุมดังกล่าว ทางคสช.ไม่ได้ออกประกาศคำสั่งทางสื่อแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นการเผยแพร่ในทางวิทยุ และโทรทัศน์ แต่หลัง 21 .00 น. ได้ทราบว่ามีการลงนามจากหัวหน้า คสช.เรียบร้อยแล้ว แม้ในการประชุมจะมีการคัดค้านจากตัวแทนหน่วยงานที่เข้าร่วมไม่ว่า กระทรวงมหาดไทยหรืออัยการ เพราะต่างเห็นว่าต้องมีการถ่วงดุลกัน มันค่อนข้างแปลกขัดกับหลักกฎหมายไม่ว่า จะเป็นเรื่องหลักการปกครอง หลักการบริหารราชการแผ่นดิน และกระบวนการบริหารงานยุติธรรมของประเทศไทย
เนื่องจากตามประกาศฉบับนี้ ให้อำนาจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการยื่นฟ้อง หรือไม่ยื่นฟ้อง คดีทางอาญา ซึ่งแต่เดิมนั้นทางกระทรวงมหาดไทยมีหน้าที่ในการดูแลประชาชนในเรื่อง การรักษาความสงบ รวมไปถึงการดูแลเรื่องความยุติธรรม ให้กับประชาชนในพื้นที่ เมื่อประกาศคำสั่งฉบับนี้ออกมา อำนาจของผู้ว่าฯ จึงถูกลดลงไป และให้อำนาจนั้นแก่ผู้บัญชาการตำรวจภูธรจังหวัด และประการสำคัญทำให้เกิดความเสียหาย ต่อระบบการถ่วงดุลอำนาจในการพิจารณาคดีความทางอาญา ทั้งอำนาจในการฟ้อง และการสืบสวน ของทั้งตำรวจ และอัยการ เพราะในแง่ของการถ่วงดุลอำนาจในการพิจารณาคดีความทางอาญานั้น
เมื่ออัยการหรือตำรวจ มีการค้านในสำนวนคดีความเดียวกัน ผู้ว่าฯก็จะสามารถเข้าไปทำหน้าที่เป็นตัวกลางในเรื่องการค้าน หรือไม่ค้านสำนวนฟ้อง เมื่อไม่มีผู้ว่าราชการจังหวัด ความสมดุลของ 3 องค์กรก็จะหมดไป ดังนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดถือเป็นตัวกลางที่สำคัญ ในกรณีที่ประกาศคำสั่งนี้ออกมานั้น จะรวบอำนาจไปอยู่ที่ตำรวจ เมื่อมีความเห็นชอบให้ส่งสำนวนฟ้อง หรือไม่ฟ้องก็ถือว่า สิ้นสุด
ในกระบวนการยื่นฟ้อง ซึ่งจะทำให้ประชาชนที่มีฐานะยากจน ไม่สามารถหาทนายความเพื่อมาฟ้องร้องคดีความได้จากเดิมที่มีอัยการ ซึ่งเป็นทนายความแผ่นดินว่าความให้ ที่สำคัญในการประชุมหารือทางด้านสำนักอัยการ กระทรวงมหาดไทยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 2 ใน 3 ไม่เห็นชอบกับการแก้กฎหมายดังกล่าว เพราะเห็นว่า กฎหมายดังกล่าว ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง





