"สุรเกียรติ์"มองโรดแมพการเมืองไทยส่งผล ศก. แนะฟื้นบทบาท"สะพาน"แก้ขัดแย้งภูมิภาค
การอยู่ท่ามกลางกระแสกดดันจากนานาชาติหลังเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในบ้านเรา อาจทำให้หลายฝ่ายกังวลถึงอนาคตประเทศ...
แต่ในสายตาของผู้มีประสบการณ์ด้านการต่างประเทศอย่าง ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ประธานคณะมนตรีเพื่อสันติภาพและการปรองดองแห่งเอเชีย (Asian Peace and Reconciliation Council) หรือ เอพีอาร์ซี แล้ว เขากลับเห็นว่าเป็นจังหวะที่ไทยน่าจะพลิกวิกฤติครั้งนี้ให้กลายเป็น "โอกาส" ได้
"การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศไทย ชาติตะวันตกเข้าใจยาก ส่วนหนึ่งต้องมีท่าทีตามกฎหมายของเขา ไม่อย่างนั้นก็จะถูกสภาของเขาตั้งคำถาม แต่อีกส่วนหนึ่งเขาไม่เข้าใจจริงๆ เราจึงจำเป็นต้องอธิบายว่าผลประโยชน์ของเขาอยู่ที่ไหนในประเทศไทย"
ดร.สุรเกียรติ์ ขยายความว่า ในฐานะที่ได้พบปะกับนักการทูตและบุคคลสำคัญของประเทศต่างๆ อยู่เป็นระยะ ก็ได้อธิบายไปว่าประเทศไทยยังเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 2 ของอาเซียน เป็นฐานการผลิตที่สำคัญ เป็นศูนย์กลางระดับท็อปของบริษัทตะวันตกเกือบทุกชาติ ความจริงนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลง และไทยกำลังเดินไปข้างหน้า ที่ผ่านมาเศรษฐกิจชะงักไปพอสมควรจากปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้น ฉะนั้นแม้แต่ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก็ยังยอมรับว่า ข้อขัดข้องหรือคอขวดทั้งหลายมันหายไปหลังเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทำให้ไทยสามารถก้าวเดินไปข้างหน้าได้มากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ประเทศทั้งหลายจึงน่าจะมาเป็นหุ้นส่วนกับไทยเพื่อขับเคลื่อนจากประชาธิปไตยที่มีปัญหา ซึ่งก็มีปัญหาจริงๆ ไปสู่ประชาธิปไตยที่จับต้องได้ พัฒนาได้ และเข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง ทุกประเทศน่าจะมาเป็นหุ้นส่วนกับไทยในโรดแมพทางเศรษฐกิจ และที่สำคัญที่สุดคือเป็นหุ้นส่วนในโรดแมพทางการเมือง
"สิ่งที่เราต้องการที่สุด คือเราอยากได้ประสบการณ์ของเขาเรื่องการปฏิรูป โดยเฉพาะอย่างยิ่งปฏิรูปการเมืองที่ทุกคนเห็นตรงกันว่าต้องปฏิรูป เราต้องทำให้การทุจริตคอร์รัปชันลดลง เราต้องการให้เป็นประเทศมีการดุลและคานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะประชาธิปไตยไม่ใช่การเลือกตั้งอย่างเดียว แต่หมายถึงธรรมาภิบาล หมายถึงการมีดุลและคาน หมายถึงความโปร่งใสด้วย"
"เราอยากรู้ว่าประเทศที่เขาโปร่งใสมากๆ มีระบบดุลและคานดีๆ เช่น ยุโรปเหนือ สิงคโปร์ หรือบางประเทศที่อาจมีประสบการณ์ในทางไม่ดี เขาแก้ไขข้อขัดข้องอย่างไร ฉะนั้นน่าจะมาช่วยกันศึกษาแลกเปลี่ยนกับเรา ช่วยให้สภาปฏิรูปที่จะตั้งขึ้นสามารถนำพาประเทศไทยให้เดินก้าวหน้าไปได้ ถ้าเราปฏิรูปสำเร็จ เศรษฐกิจของเราก็จะเข้มแข็งขึ้น และการเมืองของเราก็เข้มแข็งขึ้น นี่คือประโยชน์ของประเทศเหล่านี้ ทั้งสหรัฐและยุโรป"
ดร.สุรเกียรติ์ เห็นว่า สิ่งที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พยายามทำในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ถือเป็นจุดเริ่มที่ดี โดยเฉพาะที่ให้มีความปรองดองเกิดขึ้นในชาติ เพราะการปรองดองกับการปฏิรูปเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน หากปฏิรูปสำเร็จก็จะนำไปสู่ความปรองดอง ถ้าปรองดองได้ระดับหนึ่ง ก็จะนำไปสู่การปฏิรูปที่ง่ายขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือการปฏิรูปจะต้องให้ประชาชนมีความรู้สึกเป็นเจ้าของกระบวนการปฏิรูปด้วย
"ผมให้ความสำคัญกับกระบวนการมากเท่าๆ สาระของการปฏิรูป สาระนั้นเราพอจะมีองค์ความรู้อยู่ว่าจะปฏิรูปการเมืองอย่างไร ระบบเลือกตั้งจะมีกี่แบบ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมอย่างไร ประเด็นเหล่านี้ไปดีเบทกันได้ แต่กระบวนการที่จะนำไปสู่การปฏิรูปที่จะไม่ถูกมองว่าเป็นการปฏิรูปของผู้ชนะ กระบวนการที่จะนำไปสู่การปฏิรูปที่ทุกคนรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ จะเกิดได้ก็ต่อเมื่อมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง การมีส่วนร่วมของคู่ขัดแย้ง และกลุ่มที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้ง เรื่องนี้จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง"
"หากจะเดินหน้าไปโดยละเลยเรื่องการมีส่วนร่วม กระบวนการอาจจะง่ายกว่า แต่สุดท้ายจะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะจะเป็นการปฏิรูปของผู้ชนะ ซึ่งไม่ว่าฝ่ายใดที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เป็นผู้ชนะก็จะไม่ยอมรับผลอันนั้น เราก็จะกลับมาสู่ปัญหาเดิมๆ ที่เราประสบกันอยู่ตลอด 10 ปี แต่ถ้าทุกฝ่ายได้มาถกเถียงกัน และยอมรับความต่างนั้นได้ อันนี้จะเป็นการปฏิรูปที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง"
เขายังให้ข้อคิดว่า "การปรองดอง" ไม่ได้แปลว่าทุกคนในบ้านเมืองเห็นเหมือนกันหมด แต่ความปรองดอง คือ เห็นต่างกันแต่สามารถอยู่กันได้บนความแตกต่าง และทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติบ้านเมืองได้
"เราต้องเปลี่ยนความแตกแยกเป็นความแตกต่าง และอยู่ร่วมกันได้บนความแตกต่าง แต่ถ้าจะให้ทุกคนอยู่กันโดยไม่แตกต่าง ก็แสดงว่าเราไม่ยอมรับความเป็นจริงของสังคม"
"ฉะนั้นในขั้นตอนต่อจากนี้ไป โครงสร้างใหญ่ของประเทศในเรื่องปรองดอง สมานฉันท์ ปฏิรูป จะต้องเปิดพื้นที่ให้หลากหลายทั้งในแง่โมเดลรูปแบบของการปรองดองปฏิรูป ควบคู่ไปกับการเปิดพื้นที่ให้คู่ขัดแย้งและไม่ขัดแย้งเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการปฏิรูปให้มากที่สุด สิ่งนี้เป็นกระบวนการทางการเมือง และโรดแมพการเมืองที่ดี จะมีผลสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของประเทศ"
เมื่อถามถึงบทบาทของไทยท่ามกลางแรงกดดันของมหาอำนาจที่พยายามแย่งชิงการเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคนี้นั้น ดร.สุรเกียรติ์ บอกว่า นโยบายต่างประเทศที่เป็นประโยชน์กับประเทศไทยมาหลายร้อยปี คือ นโยบายสร้างสมดุลกับประเทศที่มีบทบาทสำคัญในภูมิภาค ทั้งประเทศมหาอำนาจ และอาจจะมีประเทศที่ไม่ใช่มหาอำนาจ แต่มีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจด้วยก็ได้ ฉะนั้นเราต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งสหรัฐ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อียู (สหภาพยุโรป) ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทำมาตลอด
"เราเสียโอกาสไปเยอะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงหลังๆ ที่เรามีความขัดแย้งภายใน ทำให้สังคมไทยไม่มีพลังมากพอที่จะกำหนดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่จะไปต่อรองหรือไปถือประโยชน์เอาจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในภูมิภาคได้อย่างที่ควรจะเป็น เราเสียโอกาสในการทำตัวเป็นสะพานเชื่อมความเห็นต่าง เชื่อมความขัดแย้งในภูมิภาค ทั้งระหว่างสหรัฐ จีน รัสเซีย ญี่ปุ่น อียู เราขาดโอกาสตรงนี้ไป ขาดโอกาสที่จะตักตวงประโยชน์ สร้างพลังทางสังคมไปต่อรองกับเขา เพราะเราไม่มีพลังภายใน ไม่มีพลังที่จะสร้างยุทธศาสตร์"
ดร.สุรเกียรติ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า บทบาทการเป็นสะพานเชื่อมระหว่างประเทศต่างๆ ในภูมิภาคและนอกภูมิภาค ถือเป็นบทบาทที่เป็นประโยชน์ เพราะทุกคนจะเห็นถึงความสำคัญของไทย
"ทุกประเทศอยู่ร่วมกันด้วยผลประโยชน์ทั้งนั้น จึงไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร เพียงแต่ว่าผลประโยชน์เราอยู่ตรงไหน และเราจะสานต่ออย่างไรให้เชื่อมโยงตอบโจทย์ผลประโยชน์ของประเทศเรา แต่สิ่งเหล่านี้เราจะทำได้ยาก ถ้าเราไม่มีพลังภายในประเทศของเราเอง"





