วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปปช.งัด'สหวิทยาการ'สอบโกง

(รายงาน) ปปช.งัด'สหวิทยาการ'สอบโกง บทเรียนปราบทุจริตจำนำข้าว

"..ถ้าไม่มีการริเริ่มของผู้ทรงคุณวุฒิ ทางเศรษฐศาสตร์ที่ได้วิเคราะห์วิจัยไว้ ฟันธงเลยว่าป.ป.ช.ก็ไม่สามารถที่จะชี้มูลความผิดกับรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ได้.."

วานนี้ (21 ก.ค.) นายวิชา มหาคุณ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวบรรยายในหัวข้อ“ปัญหาคอร์รัปชันในประเทศไทย:บทบาทของนักกฎหมายและนักเศรษฐศาสตร์” ในการจัดอบรมหลักสูตรนิติเศรษฐศาสตร์ระยะสั้น แก่เจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช และ คณะกรรมการป้องกันปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท) มีประเด็นสำคัญต่อการดำเนินคดีและทิศทางการทำงานของป.ป.ช.ดังนี้

นายวิชากล่าวตอนหนึ่งว่า การทุจริตการคอร์รัปชันเป็นสิ่งที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย โดยเฉพาะเรื่องของการให้สินบนแก่ผู้มีอำนาจ โดยคนไทยไม่คิดว่าเป็นการทุจริต หากแต่เห็นเป็นเรื่องของสินน้ำใจ เป็นสิ่งที่ต้องตอบแทนผู้มีพระคุณและเรื่องนี้เกิดขึ้นเป็นเวลานาน จนกลายเป็นประเพณี

นอกจากนี้สังคมไทยอยู่ในระบบอุปถัมภ์ จึงสามารถรองรับระบบการให้สินบนกับผู้ที่อยู่ในสถานะสูงกว่าโดยไม่ขัดเขิน

หากมองในทางเศรษฐศาสตร์ เหตุผลที่การทุจริตคอร์รัปชันยังอยู่ในสังคมไทย มาจากความไม่เท่าเทียมกันในทางเศรษฐกิจ ที่ดำรงอยู่ในสังคมไทยตลอดมา ยิ่งกว่านั้นผู้มีพลังทางเศรษฐกิจสูงกว่าแม้กระทำผิดต่อการทุจริตก็ไม่จำเป็นต้องรับโทษเพราะสามารถจ่ายเงินสินบนใต้โต๊ะ ก็รอดพ้นจากคดี รวมทั้งคดีความที่เกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจมักไร้ประสิทธิภาพเต็มไปด้วยความล่าช้า ยังส่งผลให้ความเชื่อมั่นในรัฐบาลลดต่ำลงทุกขณะ

ในสภาพเช่นนี้ รัฐบาลได้จัดทำนโยบายประชานิยม ที่มีการแจกของและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้แก่ประชาชนอย่างแพร่หลาย ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าตนได้ส่วนแบ่งต่างๆ จากรัฐบาล โดยไม่สนใจโครงการเหล่านั้นว่าจะทุจริตคอร์รัปชัน จนเกิด"กับดักแห่งความไม่เท่าเทียมกัน” หากปล่อยทิ้งไว้ก็จะเกิดความทุจริตคอร์รัปชันมากขึ้น จนยากที่จะแก้ไขกลายเป็นกับดักทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ที่ไร้ความยุติธรรม

ในอดีตที่ผ่านมาการทุจริตเป็นเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์อันเป็นตัวเงินหรือสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ตัวเงิน แต่แนวโน้มในปัจจุบันเป็นเรื่องของการใช้อำนาจที่ได้จากประชาชนในทางที่ผิด เป็นการใช้ตำแหน่งหน้าที่ครอบงำเหนือสาธารณะ โดยใช้อำนาจที่มีอยู่เพื่อเกิดประโยชน์แก่พวกพ้อง เรียกว่า “ทุจริตเชิงนโยบาย” หรือบางครั้งอยู่ในลักษณะผลประโยชน์ทับซ้อน หากปล่อยทิ้งไว้จะเป็นอันใหญ่หลวงต่อประเทศชาติ

“ปัญหาที่พบในการต่อต้านการทุจริตการคอร์รัปชัน คือ กฎหมายเกี่ยวกับการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันมีความสลับซับซ้อน ยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจได้ นอกจากนี้คนส่วนใหญ่ผูกติดกับกฎหมาย คือ ออกมาแล้วต้องบังคับใช้ได้จริง และมีอยู่จริง ทั้งนี้ เกิดการตั้งคำถามจากประชาชนจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกฎหมายว่าไม่เป็นธรรมต่อตนเอง ก็จะออกมาโวยวายว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังจากนั้นจะเกิดการโต้แย้งไปเรื่อย เช่น กรณีคดีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าไม่รับความเป็นธรรมในกระบวนการไต่สวน และพิจารณา ทั้งที่กฎหมายที่ใช้ในประเทศไทยในปัจจุบันเป็นกฎหมายในรูปแบบรัฏฐาธิปัตย์ คือ กฎหมายไม่มีการแบ่งแยกในระดับชนชั้น โดยใช้กระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกันจึงจะเกิดการเสมอภาคในสังคม รวมทั้งกฎหมายที่บังคับใช้ต้องตอบสนองสังคม หากตอบโจทย์ไม่ได้จะเกิดการโต้แย้งของการใช้กฎหมายในสังคมทันที”

นายวิชา กล่าวว่า ความยุติธรรมต้องเท่าเทียมกันหมด ความเสมอภาคจึงจะเกิดขึ้น ความยุติธรรมจะเกิดถ้วนหน้าได้อย่างไร ก็ต้องว่าด้วยกฎธรรมชาติ ยึดประโยชน์สุขของมหาชนมาเป็นตัวตั้ง แตกแขนงจากหลักธรรมชาติ บางประเทศบอกไม่เพียงพออย่าง เยอรมนี ญี่ปุ่น กฎหมายต้องบังคับใช้ชุมชน มองถึงด้านประวัติศาสตร์ความเป็นมาของแต่ละชุมชน มีที่มาที่ไปอย่างไร

ประวัติศาสตร์ที่มา ก็ต้องอาศัยเวลาปรับขบวนทัศน์ ประเทศอังกฤษเปลี่ยนประมวลกฎหมายมากมาย และถือหลักเดียวกับยุโรปในเรื่องหลักสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่ศาลตัดสินจึงเป็นกฎหมาย ใครเรียนหลักกฎหมายแบบเดิมไม่เปลี่ยน คือล้าสมัย เพราะว่าองค์ความรู้ใหม่มีความสำคัญตามหลักคิดแบบเยอรมัน ไม่ใช่เพียงลายลักษณ์อักษรเท่านั้น แต่จารีตประเพณีนับเป็นรากเหง้าของกฎหมาย ในสังคมไม่ใช่ยึดถือรัฐเป็นตัวหลัก

ทั้งนี้ นโยบายสาธารณะถือเป็นหลักเศรษฐศาสตร์การเมือง ถ้ารัฐบาลมุ่งแต่หารายได้โดยไม่คำนึงถึงความเจ็บปวดของประชาชน หรือสาธารณะ นั่นคือความพินาศ หรือ ความตายของทุกรัฐบาล

นายวิชา กล่าวต่ออีกว่า ถ้าไม่มีการริเริ่มของผู้ทรงคุณวุฒิ ทางเศรษฐศาสตร์ที่ได้วิเคราะห์ วิจัยไว้ เช่น สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (ทีดีอาร์ไอ) ศึกษามาตรการแทรกแซงตลาดข้าว และการแสวงหาคำตอบของนายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาเกียรติคุณทีดีอาร์ไอ ฟันธงเลยว่าป.ป.ช.ก็ไม่สามารถที่จะชี้มูลความผิดกับรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ได้

ดังนั้น มิติทางเศรษฐศาสตร์มีความสำคัญมาก ขณะที่การทำงานของป.ป.ช. ต่อจากนี้จะใช้สหวิทยาการ คือ การผนึกกำลังระหว่างนิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และศาสตร์อื่นๆ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตให้เกิดผลมากยิ่งขึ้น

นายวิชา ยกตัวอย่างประเทศสหรัฐอเมริกาที่ใช้นโยบายประชานิยมอย่างสุดโต่ง ถึงแม้จะมีการจัดระบบเรียบร้อยและบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญแห่งชาติอย่างถาวร ซึ่งแนวคิดในการเป็นหนี้ของคนอเมริกันจึงไม่ใช่เรื่องแปลก การเป็นหนี้คือเป็นสุข เพราะนอกจากจะทำให้คนคนนั้นดูมีความน่าเชื่อถือแล้ว ยังมีการรองรับด้วยว่าหากมีการล้มละลายก็มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องว่าด้วยการฟื้นฟูหนี้สินได้

การที่คนอเมริกันไม่รู้สึกเป็นเดือดเป็นร้อนในการเป็นหนี้ ก็สืบเนื่องจากประวัติศาสตร์ของชาติ ตั้งแต่ยุคที่คนอเมริกันดั้งเดิมได้อพยพไปตั้งประเทศใหม่ ล้วนเป็นลูกหนี้ของประเทศอังกฤษมาก่อน จึงมองว่าการเป็นหนี้ไม่เป็นปัญหา

"แต่ในทุกวันนี้อเมริกาเองก็กำลังแก้ปัญหาที่ตัวเองได้สร้างขึ้นมานั่นก็คือ ประชานิยม ซึ่งต่างจากประเทศเยอรมนี ที่ใช้ระบบอุตสาหกรรมอย่างสมบูรณ์แบบ เป็นแนวคิดที่ทุกคนต้องทำงานจึงจะมีเงินใช้ ไม่มีการดำเนินนโยบายประชานิยมในประเทศ ประชาชนทุกคนต้องทำงาน ไม่มีขอทาน หรือขอเงินคนอื่นใช้"