วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ยิ่งลักษณ์'ลั่นสู้คดีจำนำข้าว

"ยิ่งลักษณ์"แถลงโต้ป.ป.ช.หลังมีมติชี้มูลความผิดอาญาปล่อยให้มีทุจริตจำนำข้าวตั้ง6ข้อสังเกตฟังความข้างเดียว

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เปิดแถลงภายหลังจากที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) มีมติเป็นเอกฉันท์ชี้มูลความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว จึงเตรียมสรุปหลักฐานให้อัยการดำเนินคดีและยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่า ข้อตั้งข้อสังเกต 6 ข้อ คือ 1.กระบวนการยุติธรรมเป็นไปตามหลักนิติธรรมสากลหรือไม่ เพราะมองว่าเป็นการพิจารณาที่เร่งรีบ รวบรัด โดยแจ้งข้อกล่าวหาใช้เวลาเพียง 21 วัน และหลังจากนั้นก็ชี้มูลความผิดอาญาภายใน 140 วัน ซึ่ง ป.ป.ช.ไม่เคยปฏิบัติกับคดีอื่นๆ ที่ดำเนินการกับนักการเมืองเช่นเดียวกับการปฏิบัติต่อคดีนี้

โดยเฉพาะเมื่อเทียบเคียงกับการดำเนินคดีเกี่ยวกับโครงการประกันราคาข้าวที่ ป.ป.ช.ใช้เวลาดำเนินการมาไม่น้อยกว่า 4 ปี คดีการขายสินทรัพย์ขององค์การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน หรือ ปรส.ที่ล่าช้า รวมทั้งโครงการทุจริตก่อสร้างโรงพักทั่วประเทศ กลับพบว่าไม่มีความคืบหน้า ถือว่าไม่ได้มีบรรทัดฐานอย่างเดียวกัน

2.การปฏิบัติของ ป.ป.ช.เมื่อเทียบกับคดีอื่นๆ เห็นว่าคดีนี้มีพฤติการณ์รวบรัดเป็นกรณีพิเศษ เลือกรับฟังพยานที่เป็นปฏิปักษ์, ตัดสิทธิในกระบวนการยุติธรรมในการเสนอพยานบุคคลที่เป็นส่วนสาระสำคัญ, ไม่รอผลการพิสูจน์เรื่องสต็อกข้าวให้เป็นที่สิ้นสุด เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงในเรื่องสต็อกข้าว ทั้งๆ ที่ได้ส่งเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ไปร่วมสังเกตการณ์แล้ว, ไม่ไต่สวนในข้อเท็จจริงกรณีการลงบันทึกบัญชีที่มีข้อแย้งและแตกต่างกันของคณะอนุกรรมการปิดบัญชี กับคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ให้เป็นที่สิ้นสุด รวมทั้งไม่พิจารณากรณีที่ได้ยื่นคัดค้าน นายวิชา มหาคุณ

กรรมการ ป.ป.ช.ร่วมไต่สวนคดีนี้ถึง 3 ครั้ง

3.นโยบายรับจำนำข้าวเป็นนโยบายระดับประเทศ นายกรัฐมนตรีในฐานะฝ่ายบริหารเป็นเพียงผู้กำกับดูแลเท่านั้น ส่วนระดับปฏิบัติการเป็นการทำงานของหน่วยงานต่างๆ หลายหน่วยงาน ซึ่งเป็นไปตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน โดยมีขั้นตอนและกระบวนการตรวจสอบที่ชัดเจนแต่ในข้อกล่าวหาของ ป.ป.ช.กลับฟังความข้างเดียว ในขณะที่ความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังเห็นไม่ตรงกันในข้อเท็จจริง

4.การแถลงข่าวของ ป.ป.ช.ต่อสาธารณะที่ผ่านมา ยืนยันว่าคดีเรื่องระบายข้าวไม่เกี่ยวข้องกับตน ทำให้ไม่ได้หยิบยกประเด็นดังกล่าวมาต่อสู้และหักล้าง แต่ในข้อวินิจฉัยในการชี้มูลกลับนำข้อเท็จจริงในคดีระบายข้าวมาชี้มูลความผิดด้วย

5.ที่ผ่านมาได้พยายามชี้แจงและร้องขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ไต่สวนและสอบพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องจำนวนหนึ่งเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงและเป็นธรรม แต่ ป.ป.ช. ปฏิเสธมาโดยตลอด ทั้งที่ข้อเท็จจริงอีกหลายเรื่อง เช่น ข้าวเสื่อมสภาพและข้าวหาย หน่วยงานที่ควบคุมดูแลสต็อกข้าวทั้งองค์การคลังสินค้า (อ.ค.ส.) และ องค์การ ตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ได้ทำสัญญากับเจ้าของคลังสินค้าและบริษัทประกัน รับผิดชอบค่าเสียหายหากเกิดกรณีข้าวสูญหายและเสื่อมสภาพที่ผิดปกติธรรมชาติ ดังนั้นการกล่าวอ้างเรื่องรัฐเสียหายจากข้าวหายและข้าวเสื่อมคุณภาพ จึงไม่ถูกต้องและเป็นธรรม

​6.ขอตั้งข้อสังเกตว่าการกล่าวหาและการไต่สวนของ ป.ป.ช. ได้นำพยานหลักฐานและไต่สวนพยานที่เป็นปฏิปักษ์ต่อตน และเลือกที่จะรับฟังพยานหลักฐานหรือไม่ ในขณะที่ได้พยายามเสนอพยานหลักฐานอื่นๆ แต่ ป.ป.ช.กลับละเลย และปฏิเสธที่จะไต่สวนและตรวจสอบข้อเท็จจริง

ไป ตปท.ไม่ไปลับ-ลั่นไม่ทิ้งประชาชน

​7.มีกระแสข่าวว่าตนจะเดินทางไปต่างประเทศเพื่อหนีคดีต่างๆ นั้น ขอยืนยันว่าการเดินทางครั้งนี้เป็นการเดินทางส่วนตัว และมีกำหนดการไปกลับที่ชัดเจนและมีการเตรียมการล่วงหน้าอยู่แล้วก่อนที่ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดอย่างเร่งด่วน

"วันนี้ดิฉันเป็นราษฎรเต็มขั้นแล้ว ควรจะมีสิทธิเสรีภาพเยี่ยงประชาชนคนไทยทั่วไป ขอยืนยันว่าจะไม่ทิ้งพี่น้องประชาชนคนไทย และพร้อมจะกลับมาสู่ประเทศไทย" นางสาวยิ่งลักษณ์ ระบุ

ภายหลังการแถลงข่าว นางสาวยิ่งลักษณ์ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามถึงรายละเอียดการต่อสู้คดีในชั้นศาล โดยบอกเพียงว่าขอยังไม่ตอบในชั้นนี้ จากนั้นผู้สื่อข่าวได้พยายามถามย้ำว่า พร้อมที่จะกลับประเทศไทยเพื่อสู้คดีใช่หรือไม่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ตอบว่า "ใช่" และพยักหน้ารับเมื่อถามว่ายังใจสู้อยู่ใช่หรือไม่

ปราบทุจริตตลอด-หาว่าละเว้นได้อย่างไร

นายสมหมาย กู้ทรัพย์ ทีมทนายความของนางสาวยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า การแถลงข่าวเพื่อให้เห็นข้อมูลทั้ง 2 ด้านว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ดำเนินการอย่างไรกับ นางสาวยิ่งลักษณ์ ประเด็นแรกคือมีการเร่งรัดคดี เพราะก่อนหน้านี้มีการแถลงข่าวจาก ป.ป.ป.เองว่าคดีจะชี้มูลในเดือน ก.ย.แต่ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดจึงมีการชี้มูลเมื่อวันที่ 17 ก.ค.

"คณะกรรมการ ป.ป.ช.เร่งรีบรวบรัดมากเกินไป ทั้งที่ข้อเท็จจริงบางเรื่องและหลายเรื่องยังไม่ได้ข้อสรุป เช่น การระบายข้าว การตรวจสต็อกข้าว ซึ่งผมติดตามอยู่ และพบว่า คสช.ส่งหน่วยงานต่างๆ เข้าไปตรวจปริมาณข้าว เชื่อว่าปัจจุบันก็ยังตรวจไม่เสร็จ"

"สุดท้ายที่กล่าวหาว่าคุณยิ่งลักษณ์ไม่ระงับยับยั้งโครงการ ผมขอเรียนว่าโครงการรับจำนำข้าวได้หาเสียงต่อประชาชน เป็นที่ยอมรับของประชาชน ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา อีกทั้งการดำเนินการโครงการนี้ อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ดูแลนโยบาย เมื่อทราบว่ามีการทุจริตก็ได้มีการดำเนินคดีไปแล้วกว่า 300 คน เป็นการป้องกันทุจริต หากพบการทุจริตก็มีการดำเนินคดีทุกรายไม่มีละเว้น แล้วจะหาว่าอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ปล่อยปละละเลยได้อย่างไร" นายสมหมาย ย้อนถาม

เดินหน้าขออัยการนำพยาน8ปากเข้าแจง

นายพิชิต ชื่นบาน ทีมทนายอีกคนหนึ่งของนางสาวยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ตามหลักการยังมีเวลาอีก 14 วันที่ ป.ป.ช. จะเขียนสำนวนคดีส่งรายงาน สำเนาหลักฐานทั้งหมดต่ออัยการสูงสุด ฉะนั้นอย่าเร่งรีบ ให้เป็นไปตามขั้นตอน ทั้งนี้เมื่ออัยการได้รับแล้วต้องทำการพิจารณาดูอีกครั้งว่าข้อมูลสมบูรณ์หรือไม่ ไม่ใช่ทำหน้าที่แค่ไปรษณีย์ ถ้ายังมีข้อสงสัยสามารถแจ้งไปยัง ป.ป.ช.ให้ตั้งคณะทำงานร่วมกันฝ่ายละเท่าๆ กัน เพื่อไต่สวนในประเด็นที่กังวลได้โดยไม่มีกรอบเวลา ซึ่งในชั้นต่อไป นางสาวยิ่งลักษณ์ จะพยายามนำพยาน 8 ปากที่ ป.ป.ช.ตัดพยานเข้าชี้แจง

อัยการตั้งคณะทำงานพิจารณาสำนวน

นายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.เตรียมส่งสำนวนให้อัยการยื่นฟ้อง นางสาวยิ่งลักษณ์ ในคดีจำนำข้าวว่า ถือเป็นคดีสำคัญและเป็นที่สนใจของประชาชน จึงได้เตรียมตั้งคณะทำงานอัยการขึ้นพิจารณาแล้ว ประกอบด้วย รองอัยการสูงสุดอัยการอาวุโส และคณะทำงานอีกจำนวนหนึ่งเพื่อพิจารณาสำนวน แต่ยังไม่ได้กำหนดว่าเป็นรองอัยการสูงสุดคนใด ต้องพิจารณาสำนวนและความเหมาะสมก่อน

ขณะที่คณะทำงานที่ตั้งขึ้น จะพิจารณาสำนวนตามข้อเท็จจริงและหลักกฎหมาย ยึดหลักความเป็นธรรม รอบคอบ สามารถตอบคำถามต่อสังคมได้ ซึ่งเป็นนโยบายที่ได้มอบให้พนักงานอัยการทั่วประเทศปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

"วิชา"ยัน คสช.ไม่แทรกแซงคดีจำนำข้าว

ด้าน นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ยืนยันว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่ได้เข้ามาแทรกแซงการชี้มูลคดีจำนำข้าวของป.ป.ช.ตามที่มีบางฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ ส่วนการส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดนั้น จะดำเนินการในสัปดาห์หน้า แต่ไม่สามารถไปเร่งรัดการพิจารณาของอัยการได้ เพียงแต่หวังว่าการดำเนินการทุกอย่างในคดีจะเป็นไปด้วยความราบรื่น และขอเรียกร้องให้อัยการสูงสุดดำเนินการฟ้องร้องด้วยตนเองเนื่องจาก ป.ป.ช.มีงานมากอยู่แล้ว แต่หากอัยการสูงสุดพบว่าเอกสารที่ ป.ป.ช.ส่งให้ไม่ครบถ้วน ก็จำเป็นที่จะต้องตั้งคณะทำงานร่วมกัน