"ประยุทธ์"เห็นชอบวงงบประมาณ58 จำนวน2.575ล้านล้านบาท ชี้เพิ่มวงเงินปปช.รองรับอนุมัติ700อัตรา
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ กล่าวถึงความคืบหน้าการขับเคลื่อนงานของ คสช.ว่า งานด้านเศรษฐกิจ ได้พิจารณาจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 เรียบร้อยแล้ว โดย คสช. เห็นชอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 จำนวน 2.575 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขงบประมาณที่ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา โดยในปีนี้ คสช. ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน การลดต้นทุนการผลิตภาคเกษตรกร การพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทาน การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง การวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการพัฒนาสู่อนาคต
นอกกจากนี้ คสช. ได้ให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยเพิ่มวงเงินให้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ประสบปัญหาบุคลากรไม่เพียงพอในการดำเนินการกับคดีความต่าง ๆ ที่คั่งค้างอยู่เป็นจำนวนมาก โดยได้อนุมัติอัตรากำลังพลเพิ่มเติมมากกว่า 700 อัตรา เป็นงบประมาณเพิ่มขึ้นกว่า 300 ล้านบาท ให้กับป.ป.ช. เพื่อจะเป็นการให้ความสำคัญในเรื่องของการส่งเสริม เรื่องการป้องกัน เรื่องทุจริตผิดกฎหมาย นอกจากนั้น ยังให้ความสำคัญในเรื่องของการส่งเสริมนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เป็นพื้นฐาน สร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศอย่างยั่งยืน
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ส่วนการวางแผนในเรื่องงบประมาณ ให้มีการบูรณาการจากทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในเรื่องนั้น ๆ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง เชื่อมโยง ลดการใช้จ่ายงบประมาณที่เป็นการซ้ำซ้อน อาทิ การพัฒนาแหล่งน้ำ โครงข่ายคมนาคม ให้คำนึงถึงความคุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน การบริหารจัดการงบประมาณในส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้มีความเท่าเทียมทั่วถึงในทุกพื้นที่ และให้ท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการวางแผนการใช้จ่ายงบประมาณอย่างแท้จริง เพื่อประโยชน์ของชุมชน นั้น ๆ โดยได้มีการตัดลดงบประมาณที่ตั้งไว้โดยไม่มีแผนงานโครงการรองรับ และให้ท้องถิ่นได้นำเสนอแผนงานโครงการ ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณเพื่อความมีประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการแท้จริงของชุมชน และลดการใช้จ่ายที่ซ้ำซ้อน
หัวหน้าคสช. ยังกล่าวถึงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษว่า จากการประชุมของคณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ ในวันอังคารที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา นั้น ได้เร่งรัดให้ส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ชายแดนเป้าหมายรวมทั้งสิ้น 12 พื้นที่ โดยกำหนดเป็นระยะเร่งด่วน ดำเนินการทันทีในปี 2558 ใน 5 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก พื้นที่ชายแดน จังหวัดมุกดาหาร อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว พื้นที่ชายแดน จังหวัดตราด พื้นที่ด่านศุลกากรสะเดา และปาดังเบซาร์ ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมการค้าชายแดนและการเตรียมความพร้อมเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนให้ทันเวลา โดยการส่งเสริมการลงทุน การสร้างโรงงาน ธุรกิจบริการ สร้างงานสร้างอาชีพ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ถนน ระบบราง คลังสินค้า ช่องทางเข้า-ออกด่านศุลกากรให้มีความพร้อม ระบบการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว ที่มีประสิทธิภาพ และศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน ที่จะคัดแยกแรงงานที่มีคุณภาพเข้ามาในพื้นที่ตอนไหนได้บ้าง ในอนาคตการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษนี้ นอกเหนือจากการให้มีการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจแล้ว ที่สำคัญควบคู่กัน ที่ คสช. ให้มุ่งเน้นเป็นพิเศษ คือการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนที่อยู่ชายแดน พื้นที่ห่างไกล ที่มีความเดือดร้อน ทำการเกษตรมักประสบปัญหาขาดทุน และต้องละทิ้งถิ่นฐานเข้ามาหางานทำในเมืองใหญ่นั้น ส่งผลต่อวิถีชีวิต ต่อครอบครัว ต่อชุมชนและวิถีชีวิตชาวบ้านที่มีความสุข
การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษนี้ มุ่งเน้นให้ประชาชนเหล่านั้นมีงาน มีอาชีพ ป้องกันแก้ไขปัญหาชายแดนต่าง ๆ ที่เป็นปัญหาเรื้อรังมาเป็นเวลานาน เช่น การลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรจากเพื่อนบ้านเพื่อมาสวมสิทธิ์ มาค้าขาย การโจรกรรมส่งออกรถจักรยานยนต์ รถยนต์ การลักลอบนำเข้าสินค้าเลี่ยงภาษี สินค้าผิดกฎหมาย ยาเสพติด แรงงานเถื่อน โดยให้ส่วนราชการพิจารณาปัจจัยในสภาพความเป็นจริง เช่น เรื่องสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้าน ที่ยากต่อการป้องกันการลักลอบนำเข้า อาจพิจารณาให้ผ่อนปรน ให้นำเข้ามาในเฉพาะพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ พื้นที่ควบคุม และมีอุตสาหกรรมต่อเนื่องในการแปรรูป สร้างมูลค่าเพิ่มก่อนนำส่งออกสู่ประเทศที่สามหรือที่ใดที่หนึ่ง ที่เป็นตลาด ที่จะเปิดขึ้นมาใหม่
หัวหน้าคสช. กล่าวถึงเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านคมนาคม ว่า ได้มอบหมายให้ หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเร่งพิจารณาโครงการสำคัญ เพื่อให้สามารถดำเนินการได้ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2558 ส่วนใดที่มีความพร้อมให้เริ่มดำเนินการไปก่อน ในส่วนโครงการรถไฟทางคู่นั้น ให้พิจารณาถึงอนาคต ที่จะต้องรองรับการเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งการเชื่อมต่อกับประเทศจีน ที่ต้องใช้เทคโนโลยีใหม่ ที่มีรางขนาด 1.435 เมตร เพื่อจะรองรับการวิ่งของขบวนรถที่ความเร็วสูงถึง 160-180 กม./ชม. การพัฒนาจุดเชื่อมต่อทางลอดต่าง ๆ เพื่อให้ขบวนรถไฟวิ่งได้อย่างต่อเนื่อง ระบบรางของไทยที่ใช้อยู่ปัจจุบันนั้น มีความกว้าง 1 เมตร เพื่อรองรับการวิ่งของขบวนรถที่ความเร็วประมาณไม่เกิน 90 กม./ชม. ซึ่งในอนาคตนั้น จะมีปัญหาในเรื่องการจัดหาอะไหล่ และการซ่อมบำรุงที่ทั่วโลกมีแนวโน้มไปใช้งานระบบรางแบบใหม่ แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการใช้จ่ายงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและไม่เสียโอกาสในเรื่องการพัฒนาการค้า การขนส่งคมนาคม เราสามารถพัฒนาปรับปรุงให้ระบบเดิมใช้ในเรื่องการเพิ่มปริมาณการขนส่งสินค้า การลดต้นทุนการขนส่ง
โดยระยะแรกให้มีการวางรางขนาด 1 เมตร เพิ่มเติมในเฉพาะเส้นทางที่มีการจราจรหนาแน่นและเป็นเส้นหลักในการขนส่งสินค้า ซึ่งปัจจุบันกระทรวงคมนาคมได้มีแผนในการก่อสร้างไว้แล้วใน 5 เส้นทางตามความเร่งด่วน ดังนี้ เส้นแรก คือ ฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย เส้นที่สอง ลพบุรี -ปากน้ำโพ เส้นที่สาม มาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ เส้นที่สี่ นครปฐม-ชุมทางหนองปลาดุก-หัวหิน เส้นที่ห้าประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ส่วนการส่งเสริมเรื่องของการท่องเที่ยว คสช. ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังไปร่วมหารือกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้พิจารณาจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือนักท่องเที่ยวต่างชาติ หากเกิดความเดือดร้อนขึ้นในระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย เพิ่มเติมจากความคุ้มครองจากการประกันซึ่งอาจจะมีปัญหาอยู่บ้างในปัจจุบัน ในการเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย ทั้งนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยในโอกาสต่อไป
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน เมื่อวันพุธที่ 16 กรกฎาคม ที่ผ่านมานั้น ได้มีการประชุมของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ (กรอ.) ได้พิจารณาและรับฟังข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อภาคเอกชนและต่อรัฐ ในประเด็นการส่งเสริมการค้าการลงทุนในประเทศ การส่งเสริมอุตสาหกรรม การส่งเสริมการท่องเที่ยว การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมโลจิสติกส์ การแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ เพราะมีประเด็นที่น่าสนใจที่ทั้งภาครัฐและเอกชน เห็นพ้องต้องกันในหลาย ๆ ด้านที่จะร่วมกันเร่งผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป เช่น การส่งเสริมการค้าชายแดน การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนและพื้นที่ห่างไกล การพัฒนาโครงข่ายคมนาคม โครงสร้างพื้นฐานถนน ระบบราง ศูนย์กระจายสินค้า ช่องทาง เข้า-ออก ด่านศุลกากร การจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานทางด้านคมนาคม (infrastructure fund) และแนวทางการดูแลเกษตรกรชาวนา ซึ่งมี 5 หัวข้อ ดังนี้ คือ ในเรื่องการพัฒนาข้าวและชาวนาไทย การเกษตรสมัยใหม่ เขตเกษตรเศรษฐกิจทางเลือก การวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว และ การตลาดข้าวไทย ซึ่งจะสอดคล้องกับการดำเนินงานของคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว ซึ่ง คสช. ได้สั่งการให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไปพิจารณารายละเอียดนั้น ได้เพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงการดำเนินงานในการดูแลชาวนาให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป รวมไปถึง ภาคการเกษตรอื่น ๆ ด้วย
เรื่องการส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่ คสช. ได้อนุมัติให้ยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียมวีซ่านักท่องเที่ยวชาวจีน เป็นระยะเวลา 3 เดือน ในโอกาสที่จะครบ 40 ปีของความสัมพันธ์ไทย-จีน เพื่อยืนยันมิตรภาพระหว่างของทั้งสองประเทศ และส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวชาวจีนได้เดินทางมาเที่ยวประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ในห้วง hight season ที่กำลังมาถึง จะเริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคมนี้ เป็นต้นไป
พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ได้กำหนดโรดแมปไว้ 3 ระยะ คือ ระยะแรก จัดทำโครงสร้างแผนงานโครงการความรับผิดชอบของอนุกรรมการทั้ง 5 กลุ่มประกอบด้วย พื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก พื้นที่ที่สองคือ พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ เรื่องที่สาม คือ ระบบข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจ เรื่องที่สี่คือ การจัดองค์กรข้อกำหนดกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เรื่องที่ห้า การประชาสัมพันธ์ ทั้งนี้ กำหนดให้ทำแผนแล้วเสร็จภายใน เดือน กรกฎาคม 2557 ระยะที่ 2 การจัดทำรายละเอียดแผนงานโครงการโดยให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน และระยะที่ 3 จัดทำแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำฉบับสมบูรณ์ ซึ่งทุกขั้นตอนจะเสร็จสิ้นภายใน ตุลาคม 2557 ในระหว่างการดำเนินการตามขั้นตอนของโรดแมปนั้น จะมีการดำเนินการในลักษณะคู่ขนาน โดยในปีงบประมาณ 2557 จะจัดสรรงบประมาณแบบบูรณาการจากกระทรวงต่าง ๆ ในกรอบวงเงินประมาณ 13,000 ล้านบาท เพื่อมาดำเนินการในการฟื้นฟูแหล่งน้ำ ขุดลอกคูคลอง เพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำ และการระบายน้ำให้ดียิ่งขึ้น
สำหรับเรื่องการส่งออก มูลค่าการส่งออก เดือนมิถุนายน 2557 ได้ขยายตัวต่อเนื่องที่ร้อยละ 7.2 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าสำคัญที่ขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรปและภูมิภาคอาเซียน ส่วนมูลค่าการนำเข้าเดือนมิถุนายน 2557 กลับมาขยายตัวที่ร้อยละ 5.5 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนหนึ่งจากปัจจัยพื้นฐานในปีก่อนหน้าเป็นสำคัญ ส่งผลให้ดุลการค้าในเดือนดังกล่าว เกินดุลมูลค่า 31.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ





