วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

คสช.พร้อมนำร่างกฎหมาย4ฉบับเสนอสนช.

คสช.พร้อมนำร่างกฎหมาย4ฉบับ เสนอสนช. เผย"ไพบูลย์"มีอำนาจพิจารณากฎหมายที่ค้างอยู่กว่า 80 ฉบับ ตามลำดับความสำคัญ

นายดิสทัต โหตระกิตย์ รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา แถลงหลังการประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ว่า ที่ประชุมได้พิจารณากฎหมาย โดยแบ่งเป็น เรื่องเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณารับหลักการแล้วส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาดำเนินการพิจารณาตรวจสอบก่อนเสนอเรื่องไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ต่อไป โดยมี 2 เรื่อง คือ

1.ร่างพ.ร.บ.แรงงานทางทะเล พ.ศ.... ซึ่งพ.ร.บ.ฉบับนี้ฝ่ายเศรษฐกิจคสช.ได้เสนอผ่านฝ่ายกฎหมายกระบวนการยุติธรรมให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการออกกฎหมายฉบับนี้เพื่ออนุวัตตามอนุสัญญาแรงงานทางทะเลที่จะก่อให้เกิดสิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกอบการเดินเรือทางทะเลที่ใช้ธงชาติไทย เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้จะสร้างมาตรฐานในการคุ้มครองแรงงานที่ใช้อยู่ในการประกอบกิจการทางทะเลให้มีมาตรฐานไม่น้อยกว่าการคุ้มครองแรงงานในภาคอื่นๆ ซึ่งกฎหมายฉบับนี้สอดคล้องกับนโยบายของคสช.ที่ต้องการสร้างมาตรฐานในการคุ้มครองแรงงานให้มีประสิทธิภาพ โดยเมื่อเดินเรือทางทะเลที่ใช้ธงชาติไทยเมื่อไปจอดที่ท่าเรือใดก็จะได้รับการยอมรับและไม่ต้องถูกตรวจสอบหากไม่มีหนังสือรับรอง

เรื่องที่ 2. คือ ร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานฉบับที่ พ.ศ.... เสนอโดยฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม โดยร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้เพื่อสร้างและพัฒนาแรงงานที่ใช้เกี่ยวกับการดำเนินการต่างๆที่อาจจะเป็นอันตรายต่อสาธารณะให้มีการสร้างและลดระดับฝีมือแรงงาน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยแก่สังคม โดยกำหนดให้มีศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน และมีคำรับรอง ซึ่งผู้ประกอบการใดที่ใช้แรงงานที่มีฝีมือที่ได้รับการพัฒนาก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ตามที่กฎหมายกำหนด อาทิ ด้านภาษี และการส่งเสริมต่างๆจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

นายดิสทัต กล่าวว่า ส่วนร่างพ.ร.บ.อีก 4 ฉบับ เป็นเรื่องที่สืบเนื่องมาจากที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมดำเนินการจัดทำบัญชีกฎหมายโดยตรวจสอบทั้งหมดที่ค้างการพิจารณาอยู่ในกระบวนการนิติบัญญัติที่ค้างการพิจารณาอยู่ในขั้นตอนต่างๆ จำนวนกว่า 80 ฉบับ เพื่อจัดทำและจัดเตรียมร่างพ.ร.บ.เหล่านั้นให้พร้อมที่จะเสนอสนช.เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวและจะมีการตั้งสนช.ทางฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกานับจำนวน 80 ฉบับนั้นเพื่อมาดูว่าร่างฉบับใดควรมาจัดลำดับความจำเป็นเร่งด่วนให้สอดคล้องกับนโยบายของคสช.ที่ต้องการเร่งให้มีการเตรียมความพร้อมที่จำเป็นต้องออกเป็นประกาศคสช. หรือจัดทำเป็นร่างพ.ร.บ.ในขั้นตอนที่มีการจัดตั้งสนช. หรือนำเสนอในชั้นที่มีการประกาศใช้ในรัฐธรรมนูญฉบับถาวรหลังมีการจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาดำเนินการที่กล่าวมาแล้วลุล่วงไปแล้วว่า 80 เปอร์เซ็นต์ และจะได้จัดทำบัญชีรายชื่อกฎหมายต่างๆที่เห็นควรนำเสนอในขั้นตอนต่างๆมานำเรียนต่อคสช.ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดิน

นายดิสทัต กล่าวว่า โดยร่างพ.ร.บ.อีก 4 ฉบับดังกล่าว ในที่ประชุมวันเดียวกันนี้ สำนักงานกฤษฎีกาได้รายงานกฎหมายส่วนแรก ที่เป็นกฎหมายจำเป็นเร่งด่วนสมควรได้รับการพิจารณา และเป็นกฎหมายที่สอดคล้องต่อนโยบายคสช. คือ 1.ร่างพ.ร.บ.การทวงถามหนี้ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีสาระสำคัญในการคุ้มครองผู้ด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจคือลูกหนี้ให้ได้รับการคุ้มครองสิทธิจากการทวงถามหนี้ที่ไม่เหมาะสม ที่ไม่มีหลักเกณฑ์ เพราะปัจจุบันนี้ต้องยอมรับว่ามีการประกอบกิจการในลักษณะในการติดตามทวงถามหนี้ที่เป็นลักษณะที่ไม่ให้เกียรติ และบริษัทเหล่านี้ไม่มีกฎหมายควบคุม ใช้วิธีการสอบถามที่ไม่รักษาสิทธิของคนที่เป็นลูกหนี้ เพราะเป็นผู้ด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจ และกำหนดให้ผู้จะติดตามทวงถามหนี้ต้องมาจดทะเบียนประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงการคลังกำหนดและดูแล กฎหมายฉบับนี้จะเป็นการห้ามกระทำหรือคุกคามสิทธิของลูกหนี้ หรือไม่ให้เกียรติเช่นเปิดเผยรายชื่อ ลงประกาศชื่อเผยตัวตนทำให้เสียชื่อเสียงของลูกหนี้

2. ร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 1) พ.ศ....ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งมีหลักการเพื่อจัดระบบการค้ำประกันและการจำนอง เพราะในปัจจุบันมีผู้ที่ได้เปรียบทางด้านการเงินหรือเจ้าหนี้ ที่ใช้ความได้เปรียบ บังคับทำสัญญาให้ผู้คำประกันหรือจำนองต้องรับผิดในลักษณะลูกหนี้ชั้นต้นเช่นเดียวกับลูกหนี้ ทั้งที่ฐานะทางกฎหมายของผู้ค้ำประกันกับผู้จำนองต้องเป็นลูกหนี้ลำดับรอง ดังนั้นเจ้าหนี้ต้องบังคับหนี้กับลูกหนี้ก่อน แต่ในทางปฏิบัติจริงในปัจจุบันปรากฏว่าเจ้าหนี้ใช้วิธีนั้นเพราะถือว่าจะดวกกว่า ดังนั้นกฎหมายฉบับนี้ต้องการจัดระบบการบังคับหลักประกันให้เป็นไปตามระบบ

3. ร่างพ.ร.บ.อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ.... ซึ่งกฎหมายฉบับนี้จะเป็นการควบคุมให้ภาคเอกชนต้องมาขอใบอนุญาต ดังนั้นจะเป็นการแก้ปัญหาการขออนุญาตที่อาจจะขออย่างไม่ถูกต้อง ปัญหาเรื่องการส่งเอกสารที่ประกอบไม่ครบถ้วน หน่วยงานต้องพิจารณาคำขออนุญาตอาจจะไม่ชี้แจงและผลักภาระหน้าที่ให้ผู้ขอไปแสวงหาเอกสาร ดังนั้นจะเป็นการปรับเปลี่ยนอำนาจหน้าที่ของผู้ให้อนุญาตที่ต้องช่วยเอกชนเรื่องการขอเอกสารเหล่านั้นในการประสานงาน เพื่อลดภาระและค่าใช้จ่ายประชาชนที่ต้องติดต่อหน่วยงานราชการ และมีการกำหนดระยะเวลาในการขออนุญาต และเป็นการแก้ไขปัญหาเรื่องการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาต และที่สำคัญคือกฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ต้องตั้งศูนย์รับคำขออนุญาต เพื่ออำนวยความสะดวกแบบเบ็ดเสร็จ หรือ One stop service ขึ้นทั้งในกทม.และต่างจังหวัดโดยหัวหน้าคสช.สั่งให้เริ่มต้นในทันที ส่วนต่างจังหวัดให้อยู่ภายใต้ความดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัด รวมทั้งจัดทำคู่มือประชาชนเพื่อให้ทราบขั้นตอนการขออนุญาตดังกล่าว

และ 4.ร่างพ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง(ฉบับที่..) พ.ศ.... ที่รองรับเรื่องต่างๆ เมื่อมีคำขอตามร่างพ.ร.บ.อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ.... ผู้มีอำนาจจะต้องพิจารณาตามคำขออย่างรวดเร็ว

พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม มีอำนาจเต็มในการพิจารณาคัดเลือกโดยหลักสำคัญ คือ ต้องเป็นกฎหมายที่สอดกับนโยบายคสช. จากนั้นจะส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตรวจทาน และนำเสนอคสช.พิจาณาต่อไปในการประชุมทุกสัปดาห์