วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กกต.ตั้งอนุกก.ศึกษาโจทย์ปฏิรูปกม.เลือกตั้ง

"กกต."ตั้งอนุกก.3ชุด ศึกษาโจทย์ 3 ข้อที่ปรึกษากฎหมายเสนอปฏิรูปกม.เลือกตั้ง ก่อนเสนอแก้รธน.-กฎหมายประกอบ5ฉบับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือหตั้ง(กกต.)นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้เป็นประธานประชุมผู้บริหารสำนักงานเพื่อหารือเกี่ยวกับการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญรวม 5 ฉบับที่อยู่ในความรับผิดชอบของกกต.โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง เพื่อพิจารณาโจทย์ 3 ข้อที่คณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมายของกกต.ซึ่งประกอบไปด้วยนักวิชการและผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายได้มีความเห็นเสนอที่ประชุมกกต.เมื่อวันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา

โดยคณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมายเห็นว่า ข้อเสนอที่สำนักงานกกต.ได้จัดทำเกี่ยวกับการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 5 ฉบับนั้นเป็นการเสนอแบบกระจายประเด็นทำให้ขาดความชัดเจน และมองว่าเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญให้กกต.มีหน้าที่ในการดำเนินกระบวนการเข้าสู่อำนาจบริหาร นิติบัญญัติ ต้องเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม จึงจำเป็นที่กกต.จะต้องมองกลไกการทำงานของตัวเองว่าสิ่งใดเป็นปัญหาอุปสรรค ไม่เอื้อให้เกิดกระบวนการเข้าสู่อำนาจฯที่สุจริตและเที่ยงธรรม หากเป็นกฎ ระเบียบ ประกาศ ก็เป็นเรื่องที่สำนักงานสามารถแก้ไขได้ด้วยตนเอง แต่หากเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายก็ให้มีการเสนอต่อสภาปฎิรูป ดังนั้นการจะเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ จึงควรจัดกลุ่มของปัญหาตามภารกิจ ซึ่งแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1. ในเชิงระบบเลือกตั้ง กกต.เห็นว่าควรเป็นอย่างไร เช่น จะยังคงเป็นสภาคู่หรือมีส.ส. และส.ว. หรือเป็นสภาเดี่ยว คือมีส.ส.อย่างเดียว คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครควรเป็นอย่างไร จำนวนส.ส. และ ส.ว.ควรมีกี่คน 2. การป้องกันและปราบปรามการทุจริตในการเลือกตั้ง การหาเสียง การทุจริตเลือกตั้ง การดำเนินการของกกต. จะมีการปรับปรุง และปราบปรามอย่างไร ไม่ให้มีการทุจริต ซึ่งเรื่องดังกล่าวเกี่ยวข้องทั้งกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่กกต. พรรคการเมือง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผู้สมัคร

และ 3.ประสิทธิภาพในการทำงานของกกต. ทั้งการสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง การสั่งเลือกตั้งใหม่ จะใช้เวลากี่วันหากตรวจสอบพบ หรือการปราบปรามการทุจริตที่จะทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ควรเป็นอย่างไร ทำให้ที่ประชุมคณะผู้บริหารสำนักงานในวันนี้เห็นว่าจำเป็นที่จะต้องตั้งคณะทำงานขึ้นมาในการทำการสังเคราะห์และตอบโจทย์ทั้ง 3 ข้อ จึงได้ตั้งเป็นอนุกรรมการ 3 ชุดเพื่อพิจารณาปัญหาและจัดทำแนวทางเสนอในแต่ละข้อ โดยมีรองเลขาธิการด้านบริหารงานเลือกตั้ง ด้านสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยและด้านกิจการพรรคการเมือง เป็นประธานในแต่ละชุดตามลำดับ ซึ่งอนุกรรมการทั้ง 3 ชุดจะเริ่มประชุมตั้งแต่ในวันพรุ่งนี้ ( 16 ก.ค.) เป็นต้นไป เพื่อเร่งรัดให้แล้วเสร็จเสนอต่อที่ประชุมคณะผู้บริหารสำนักงาน ส่วนที่ประชุมกกต.กับที่ประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมายที่มีนัดหมายจะประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 1 ส.ค.นี้ ก่อนที่จะจัดทำเป็นข้อเสนอของกกต.ไปยังสภาปฏิรูปที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติจะจัดตั้งขึ้น

ทั้งนี้มีรายงานว่า สำหรับข้อเสนอในการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งที่ก่อนหน้านี้ กกต. ได้เสนอไปยังคณะทำงานด้านการปฎิรูปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งเป็นการตอบโจทย์ 6 ข้อที่คสช.ให้มานั้น โดยนอกจากประเด็นในเรื่องการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งของส.ส.ที่ต้องไม่เกิน 2 วาระหรือ 8 ปี แล้ว ยังพบว่ามีข้อเสนอที่น่าสนใจ ในเรื่องของสมาชิกวุฒิสภา กกต.เสนอปัญหาว่า การมีส.ว.มาจากเลือกตั้ง และจากการสรรหา ทำให้เกิดความขัดแย้งกันในการปฏิบัติหน้าที่ ส.ว.เลือกตั้งหนีไม่พ้นการถูกครอบงำจากพรรคการเมือง นักการเมือง เพราะมีฐานที่มาเดี่ยวกันจากส.ส. ขณะที่ส.ว.สรรหา ขาดความยึดโยงกับประชาชน ดังนั้น ควรจะมีการยกเลิกส.ว. แล้วมีสภาเดียวหรือไม่ หรือหากจะคงไว้ ก็ต้องมีการแก้ไขในเรื่องของคุณสมบัติ ที่มาของส.ว.ด้วย

รวมทั้งกรณีที่มีการเสนอให้เปลี่ยนเขตเลือกตั้งจากเขตเดียว เบอร์เดียวปัจจุบัน มาเป็นเขตใหญ่นั้น กกต.ให้เขตใหญ่นั้นหมายถึง ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง โดยผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส.ในแต่ละจังหวัดก็ใช้จำนวนคะแนนที่ได้เป็นตัวกำหนดซึ่งจะไล่เรียงไปจนครบตามจำนวนส.ส.ที่พึงมีของจังหวัดนั้น ๆ ซึ่งจะเหมือนกับการเลือกตั้งส.ว.เมื่อปี 2543 ขณะเดียวกันในส่วนคุณสมบัติของผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส. ที่นอกจากเสนอว่าต้องสังกัดพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า 1 ปี ห้ามต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีทุจริตซื้อเสียง คดียาเสพติด คดีหมิ่นสถาบันแล้ว ยังพบว่าเสนอกำหนดให้ผู้สมัครส.ส.ต้องจบปริญญาตรี เพื่อให้ได้คนที่มีคุณวุฒิเพียงพอที่จะมาพัฒนาประเทศ รวมทั้งยังกำหนดว่าต้องเป็นผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่สมัครไม่น้อยกว่า 5 ปี เพียงอย่างเดียวอีกด้วย ขณะเดียวกันในเรื่องการเลือกตั้งล่วงหน้าและการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร กกต.เสนอโดยให้น้ำหนักว่าควรจะยกเลิกเนื่องจาก ไม่คุ้มค่ากับงบประมาณ หากจะคงไว้ก็ต้องมีการแก้ไขกระบวนการเพื่อให้เกิดการใช้สิทธิมากขึ้น