วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

คสช.รื้อกฎเกณฑ์ ตร.ปลดล็อกการเมือง

การตัดสินใจ"ยกเครื่อง"ถูกจับตาจากฝ่ายการเมืองเป็นอย่างมาก เพราะ"ตำรวจ"อยู่ภายใต้การชี้นำของ"การเมือง"

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตัดสินใจเซ็นต์คำสั่ง คสช. 3 ฉบับ คือ 87-88-89 / 2557 ในการแก้ไขเพิ่มเติมผู้รักษาการตามกฎหมายที่เกี่ยวกับตำรวจบางฉบับ และแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ในส่วนที่เกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับสูง และการจัดลำดับอาวุโสในการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

การตัดสินใจ"ยกเครื่อง"ในครั้งนี้ถูกจับตามองจากฝ่ายการเมืองเป็นอย่างมาก เพราะแต่ไหนแต่ไร "ตำรวจ" อยู่ภายใต้การชี้นำของ"การเมือง" มาโดยตลอด ไม่ว่าจะโดย "โครงสร้าง" หรือโดย "กฎหมาย" ที่ทำให้ ตำรวจจำต้องเดินไปในแนวทางนั้น

สภาพของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในวันนี้ หรือจะเป็น "กรมตำรวจ" เมื่อวันก่อนโน้น มีเพียง พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ เพียงคนเดียว ที่ขึ้นดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมตำรวจแล้วอยู่จนเกษียณอายุในตำแหน่งสูงสุดของยุทธจักรสีกากีไปได้เพียงแคนเดียว ที่การเมืองไม่อาจกระชากลงจากเก้าอี้ได้

อาจจะเป็น "ปม" ในใจที่ "การเมือง" เข้ามาล้วงลูก มากำหนดทิศทาง ทำให้ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รักษาราชการแทน พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รับเรื่องการปฏิรูปตำรวจมาทำ และสุดท้ายก็ได้บทสรุปส่งไปให้ คสช.พิจารณาและประกาศเป็นคำสั่งฉบับล่าสุด

ต้องยอมรับว่างานนี้ไม่ได้ทำเพื่อตนเอง เพราะพล.ต.อ.วัชรพล ยังเหลืออายุราชการอีกเพียงแค่ 4 เดือนเท่านั้น แต่นี่เป็นการทิ้งทวนเพื่อให้สำนักวานตำรวจแห่งชาติสลัดหลุดจากกรงเล็บการเมือง เพื่อให้รุ่นน้องที่ทำดีมีผลงานได้เติบโตในหน้าที่การงานตามที่ควรจะเป็น

พล.ต.อ.วัชรพล ได้ระดมมันสมอง โดยเฉพาะมือกฎหมายมาร่วมกันปัดฝุ่นรื้อกฎเกณฑ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อนับหนึ่งในการที่จะร่วมปฏิรูปประเทศไทย

ที่ผ่านมา ผบ.เหล่าทัพ ได้หารือทางออกที่หวังจะให้ “กองทัพ” ปลอดจากการเมืองเข้ามาแทรกแซง และหลายคนก็เห็นต้องกันว่า เพียงแค่เหล่าทัพปลอดการเมืองคงยังไม่พอที่จะทำให้ประเทศดีขึ้น หากตำรวจไม่ถูกขยับออกจากจุดวิกฤติ

นั่นจึงเป็นที่มาให้อำนาจนายกรัฐมนตรีเป็นเพียงแค่นำรายชื่อว่าที่ ผบ.ตร.คนใหม่นำขึ้นทูลเกล้าฯ หลังจาก ผบ.ตร.คนปัจจุบัน นำเสนอต่อที่ประชุม กตช.และได้รับการอนุมัติเท่านั้น

ในส่วนของตำแนห่งที่ลดหลั่นกันลงไปก็กำหนดให้นำเรื่อง "อาวุโส" เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการพิจารณาพร้อมกับมี "ระบบ" ที่จะสกัดการเมืองไม่ให้เข้าไปล้วงลูกอย่างที่เคยเป็นมา ที่เกิดการข้ามหัวข้ามรุ่นกันตลอด ทำให้บางครั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไม่สามารถควบคุมหรือสั่งการเองได้ทั้งหมด เจ้าหน้าที่บางคนเมื่อนายสั่งแล้วก็ไม่ทำ หรือบางคนทำแล้วแต่ทำไม่เต็มที่กับงานที่ได้รับมอบหมาย

ถามว่าสิ่งที่เกิดขึ้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติรู้ดี แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เพราะการเมืองยืนค้ำเป็นหลังอิงให้แก่นายตำรวจเหล่านั้น

อย่างไรก็ดี การรื้อกฎเกณฑ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในครั้งนี้ ประเด็นหลักต้องการให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีอำนาจสูงและปราศจากการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองเท่านั้น กฎเกณฑ์อำนาจของตำรวจก็ยังคงเหมือนเดิม เพียงแต่เปลื่ยนมือจากฝ่ายการเมืองมาดำเนินการอย่างเป็นระบบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

แต่ก็นับได้ว่า นี่คือก้าวแรกของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่นยังต้องลุ้นกันต่อไปว่า จะเป็นก้าวที่มั่นคงเป้นอิสระจากการเมืองดังที่หวังไว้หรือไม่