วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สมชัย'แจงละเอียดยิบข้อเสนอปฏิรูปเลือกตั้ง

"สมชัย" กกต.ด้านบริหารงานเลือกตั้ง แจงละเอียดยิบที่มา-ที่ไป ข้อเสนอ"ปฏิรูปเลือกตั้ง"

หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้จัดทำข้อเสนอปฏิรูปการเลือกตั้ง ตามโจทย์ของ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ประธานคณะทำงานด้านการปฏิรูป คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) แต่ที่ผ่านมาก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอที่ออกมา

สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง 1 ใน 5 เสือ กกต. ยืนยันว่า ข้อเสนอของ กกต.เป็นเพียงข้อเสนอเบื้องต้น ที่มาจากความเห็นของ กกต. แต่ก็ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ทาง คสช.หรือสภาปฏิรูปที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ จำเป็นจะต้องเอาโมเดลหรือรูปแบบที่ กกต.เสนอนำไปใช้ก็ได้ สมชัย อธิบายถึงที่มาที่ไปของข้อเสนอ กกต.ที่ออกมาว่า กกต.มองว่าปัจจัยอะไรที่จะทำให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ และเที่ยงธรรม ให้ได้คนดี มีความรู้ ความสามารถ ไม่ซื้อเสียงเข้ามาบริหารประเทศ รูปแบบหลักข้อเสนอที่ กกต.เสนอไปอยู่ที่ทั้ง 3 ส่วน คือ 1.ในส่วนของผู้สมัครและพรรคการเมือง 2.กกต.เป็นผู้จัดการเลือกตั้ง และ 3.ประชาชน ในฐานะผู้ใช้สิทธิลงคะแนนเสียง

โดยเริ่มต้นฝ่ายการเมืองก่อน คือ จำนวน ส.ส. ประเภท ส.ส. วิธีการเลือกตั้งต่างๆ กกต.เห็นว่าสัดส่วนระหว่าง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และส.ส.เขต ควรมีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน เพราะส.ส.บัญชีรายชื่อ มีความสำคัญที่ทำให้พรรคสนใจการเสนอนโยบาย คัดกรองคนดีสู่บัญชีรายชื่อ และเป็นการสะท้อนถึงคะแนนเสียงของประชาชนที่แท้จริง

หากจำนวนส.ส.ทั้งสภาเท่าเดิมหรือน้อยกว่าเดิม เราต้องการให้จำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อมีเพิ่มขึ้น จำนวน ส.ส.เขตก็ต้องลดลง เขตก็จะไม่มี 375 เขตเช่นเดิม ผลที่ได้คือ เขตใหญ่ขึ้น แต่ไม่ใช่ว่าเขตใหญ่แล้วจะมีหลายเบอร์ เหมือนกับรัฐธรรมนูญปี 2540 เรายังคงเสนอเป็นรูปแบบที่เรียกว่า เขตเดียวเบอร์เดียว แต่เพียงจำนวน ส.ส.เขตน้อยลง เขตก็จะใหญ่ขึ้นไปตามอัตโนมัติ และการซื้อเสียงก็จะยากขึ้น

ส่วนกระบวนการคัดกรองคน ให้ได้มาซึ่ง ส.ส.เขต หรือ ส.ส.บัญชีรายชื่อ อยากให้พรรคดำเนินการเป็นสถาบันมากขึ้น โดยอาจจะแบ่งเป็นพื้นที่ มีกรรมการบริหารแต่ละจังหวัดและภาค ที่เสนอขึ้นมา หรือมีกระบวนการในการลงมติภายในพรรค หรืออาจจะมีสัดส่วนของคนที่มีอาชีพแต่ต่างกันใน ส.ส.บัญชีรายชื่อ เพราะกกต.ไม่อยากให้แค่เจ้าของพรรค ที่มีอำนาจชี้ขาดว่าใครจะมีสิทธิลงสมัคร กลายเป็นว่าทุกคนก็จะต้องไปเอาใจเจ้าของพรรค เพื่อที่จะชี้ว่าใครจะเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ อันดับต้นๆ หรือจะเป็น ส.ส.เขต

อีกทั้ง มองว่า คนที่จะมาเป็น ส.ส.ควรมีประสบการณ์ จะให้อาศัยเพียงวุฒิปริญญาตรีและอายุถึงเท่านั้น คงไม่ได้ ส.ส.ต้องมีประสบการณ์เกี่ยวกับการบริหาร จึงจะเป็นหลักประกันให้คนที่มาเป็นฝ่ายการเมือง สามารถมาทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติได้มากกว่า รวมทั้งคนที่มาเป็นรัฐมนตรี น่าจะจำกัดในเรื่องของคุณสมบัติของประสบการณ์ด้วย ไม่เช่นนั้นก็จะทำให้คนที่เป็นนายทุนพรรค อยากจะเป็นรัฐมนตรี ก็สามารถเข้ามาเป็นรัฐมนตรีได้ แล้วประเทศชาติจะได้อะไร

ส่วนข้อเสนอที่ให้ ส.ส.อยู่ในวาระได้เพียง 2 สมัย 8 ปีนั้น เป็นข้อเสนอที่ไม่ต้องการให้มีการสืบทอดอำนาจมากเกินไป ถึงแม้บุคคลนั้นๆ จะไม่ลงเลือกตั้ง ก็ให้ลูก หลาน หรือญาติ ลงก็ได้ ก็เป็นการสืบทอดอำนาจอยู่ดี

ขณะที่กระบวนการการหาเสียง ขณะนี้ประชาชนไม่ได้เลือกเพราะซื้อเสียงหรือได้รับเงินแจกเป็นหลัก แต่เลือกเพราะพึงพอใจในนโยบายของพรรคนั้นๆ แต่นโยบายของพรรค ก็ต้องเขียนเส้นแบ่งให้ชัดว่า เป็นนโยบายหาเสียงหรือการซื้อเสียงแบบหนึ่ง โดยใช้นโยบายมาเป็นตัวชักจูงโน้มน้าวจูงใจคน

อีกทั้งยังพบว่ามีการใช้นโยบายตัวเลข เช่น การจ่ายเป็นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท เงินเดือน 15,000 บาท คิดว่าไม่เหมาะสม รวมทั้งจะทำได้จริงหรือไม่ หรือถ้าทำได้จะนำไปสู่การสร้างความเสียหายแก่ประเทศชาติ หรือประเทศชาติมีสถานะจ่ายได้จริงตามนโยบายได้หรือไม่ ดังนั้นการสร้างมาตรการดังกล่าว จะป้องกันทุกพรรคไม่ให้ใช้วิธีการคิดเช่นนี้ เพราะท้ายสุดเข้ามาเป็นรัฐบาลและไม่มีความสามารถทำได้จริง ก็จะอ้างว่าเป็นเพียงนโยบายหาเสียงไว้ ก็จะเป็นปัญหาต่อประเทศชาติได้

ในส่วน กกต. เราต้องดูกลไกของ กกต.จังหวัด กกต.เขต ไปถึงกรรมการประจำหน่วย (กปน.) และกกต.กลาง ว่าในแต่ละส่วนมีปัญหาอย่างไร ซึ่งเรื่องใดอยู่ในขอบเขตของการทำงานของ กกต. ก็จะเป็นการเสนอแก้กฎหมาย แต่ถ้าเรื่องใดเป็นกรอบแนวความคิดระดับกว้างที่จะไปกระทบต่อรัฐธรรมนูญ จะเสนอให้ คสช.ไปคิดโจทย์หรือเป็นข้อมูลให้กับสภาปฏิรูปได้ไปหารือในเรื่องต่างๆ

อีกทั้งกระบวนการสืบสวนสอบสวนที่เกิดขึ้นต่างๆ อาจจะทำให้ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ อย่างการที่จะประกาศผลการเลือกตั้งภายใน 30 วัน หลังวันเลือกตั้ง ทำให้ กกต.ไม่สามารถที่จะให้ใบเหลือง ใบแดง แก่ผู้สมัครส.ส.ที่กระทำผิดได้เลย เนื่องจากกรอบระยะเวลาค่อนข้างจำกัด จึงกระทบต่อรัฐธรรมนูญว่า จะต้องให้เวลา กกต.มากเพียงพอที่จะพิจารณาใบเหลือง ใบแดง ก่อนประกาศผลการเลือกตั้งหรือไม่ เพราะว่าประกาศผลไปแล้ว จะตามสอยทีหลัง ท้ายที่สุดคือ พยานโดนข่มขู่ คุกคามจนหายหมด ก็อาจจะไม่สามารถไปสืบสวนสอบสวนได้

ส่วนข้อเสนอที่เกี่ยวกับ ส.ว.นั้น กกต.จะเน้นไปที่การสรรหา ส.ว.เพียงอย่างเดียว และจำนวนส.ว.ไม่จำเป็นต้องมีมาก เพราะคิดว่าการมี ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งจะไม่เกิดประโยชน์แน่ ผลของการได้มาก็จะคล้ายคลึงกับ ส.ส. และคงไม่ปลอดจากการเมือง เนื่องจากพื้นที่การหาเสียงก็ต้องไปพึ่งพาจากฝ่ายการเมือง เพื่อให้ได้รับเลือกตั้งเข้ามา ทำให้สามารถสร้างเครือข่ายเกิดขึ้นในบรรดาเครือญาติได้

แต่กระบวนการสรรหาที่มีอยู่ในปัจจุบัน คิดว่าก็ไม่ใช่กระบวนการที่เป็นประชาธิปไตย เพราะมีบุคคลแค่ 7 คนในการสรรหา เป็นการมอบให้คนเพียงกลุ่มเดียว และไม่คิดว่าคนกลุ่มนี้จะสะอาด บริสุทธิ์ หรือล็อบบี้ไม่ได้ ดังนั้น กระบวนการสรรหาน่าจะมีมากกว่านี้ เช่น อาจมีการสรรหาจากจังหวัดขึ้นมา มีกรรมการสรรหาที่มาจากกลุ่มอาชีพต่างๆ และมีการสรรหาหลายรอบ ซึ่งตรงนี้ก็สามารถไปออกแบบกันได้

"แม้วันนี้เราอยากจะเลือกตั้ง แต่หากดูพฤติกรรมของฝ่ายการเมืองแล้ว ผมคิดว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่ช่วยกันรักษาประชาธิปไตย เพราะถ้านักการเมืองช่วยกันรักษาประชาธิปไตย สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคงไม่เป็นเช่นนี้"