'สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย' ต้องปฏิรูป3เสาหลัก เศรษฐกิจ-สังคม-วัฒนธรรม ปัญหาซ่อนรูปที่ต้องปฏิรูป
แม้ตัวจะหายไปจากหน้าสื่อ ทั้งหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ แต่ชื่อของ สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย อดีตรองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ของวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญปี 50 ชุดสุดท้าย ก็ไม่ได้ห่างหายไปจากวงสนทนาและความทรงจำของใครหลายๆ คน
โดยเฉพาะการมีชื่อเป็นแคนดิเดตประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หรือสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อสานต่อความพยายามในการหาทางออกประเทศ เมื่อครั้งที่เขามีสถานะเป็น "ว่าที่ประธานวุฒิสภา" ก่อนจะคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะตัดสินใจเข้าควบคุมอำนาจการปกครอง
ที่น่าสนใจก็คือ ตลอดเกือบ 2 เดือนที่ผ่านมา สุรชัย เคลื่อนไหวเงียบๆ มาโดยตลอดในหลายเรื่องราว และจนถึงวันนี้เขายังมีบุคคลในแวดวงต่างๆ เข้าพบตลอด...ในระดับหัวกระไดไม่แห้ง
ด้วยเหตุนี้ ทัศนะของเขาต่อการปฏิรูปและการปฏิบัติหน้าที่ของสภานิติบัญญัติในห้วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง จึงนับว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง!
O ช่วงเวลาเกือบๆ 2 เดือนหลัง คสช.เข้าควบคุมอำนาจการปกครอง คุณสุรชัยทำอะไรบ้าง ทำไมถึงมีชื่อเป็นแคนดิเดตตำแหน่งต่างๆ เช่น ตำแหน่งใน สนช.?
ผมก็ยังทำงานให้บ้านเมือง เพราะการทำงานให้บ้านเมืองเป็นเรื่องปกติของคนที่อยู่ในแวดวงการเมือง แม้จะต้องถูกเว้นวรรค ก็อดไม่ได้ที่จะต้องดูแลงานการเมืองเท่าที่ทำได้ตามสถานภาพ ส่วนอนาคตก็เป็นเรื่องอนาคต ขึ้นกับผู้ที่มีอำนาจรับผิดชอบว่าจะเห็นว่าเราเป็นประโยชน์กับประเทศชาติหรือไม่ คงไม่สามารถคาดเดาได้เอง
O มีใครเข้ามาทาบทามให้ไปทำหน้าที่อะไรบ้างหรือยัง?
ก็มีการพูดคุยกันระดับหนึ่ง การตัดสินใจขึ้นอยู่กับคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องว่าจะเลือกใครหรือไม่เลือกใคร
จริงๆ แล้วผมคิดว่าใครก็ได้ ถ้าเห็นว่าเขาเป็นประโยชน์เพื่อบ้านเมืองได้ โดยเฉพาะบ้านเมืองในภาวะพิเศษเช่นนี้ คือมีกรอบเวลาการทำงานที่จำกัด ก็มีความเหมาะสมทั้งนั้น เป้าหมายคือทำงานบริหาร งานสภา และงานปฏิรูปเพื่อแก้ปัญหาให้บ้านเมือง ทำให้บ้านเมืองเรียบร้อย
O มีข่าวว่าอาจจะได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ประธาน สนช.?
ประธาน สนช. หรือประธานสภาปฏิรูป ขึ้นกับความเห็นชอบของหลายฝ่าย โดยเฉพาะสมาชิกของแต่ละสภาเป็นคนตัดสินใจ รูปแบบคงไม่ต่างจากสมัยที่มี สนช.เมื่อปี 2549 คือไปเลือกประธานกันในที่ประชุม ฉะนั้นผมคงตอบล่วงหน้าไม่ได้ว่าสมาชิกจะเลือกใคร แต่ก็ขอขอบคุณคนที่ให้ข่าว (หัวเราะ)
O โครงสร้าง สนช.จะเป็นอย่างไร?
ต้องขออธิบายก่อนว่าการถามความเห็นในบางเรื่อง ผมตอบในฐานะส่วนตัว อย่างเรื่องโครงสร้าง สนช. ผมคิดว่าคงไม่แตกต่างจาก สนช.ในอดีต หากเราย้อนดูตั้งแต่ปี 2475 เราเคยมีสภานิติบัญญัติแห่งชาติมาแล้ว 5 ชุด ชุดสุดท้ายตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2549 ครั้งนั้นรัฐธรรมนูญเขียนไว้ให้มีสมาชิก 250 คน แต่ตั้งเข้าไปจริงๆ 247 คน
สำหรับ สนช.ในปี 2557 ถ้ารัฐธรรมนูญชั่วคราวประกาศทันเดือน ก.ค. ผมเห็นว่าในเดือน ส.ค.ต้องมี สนช.แล้ว เพราะต้องเร่งทำงบประมาณให้ทันเดือน ก.ย. ถ้า สนช.เกิดหลังเดือน ส.ค. จะทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 ไม่ทัน ส่วนเรื่องจำนวน คาดว่าจะมี 200 คน ถามว่าจำนวนน้อยลงกว่าเดิมจะทำงานได้ไหม ผมคิดว่าถ้าทำงานจริงๆ ก็ทำได้ ขอให้เป็น 200 คนที่ทำงานจริง ไม่ใช่เซ็นชื่อเข้าประชุมแล้วกลับ แต่เป็น 200 คนที่มีเวลา มีความทุ่มเท
ในความเห็นส่วนตัว ผมคิดว่าผู้ที่จะได้รับแต่งตั้งเป็น สนช. ถ้าเป็นข้าราชการประจำเสียส่วนใหญ่ จะมีเวลาทุ่มเททำงานหรือไม่ เพราะมีงานประจำรออยู่ ถ้าทุ่มเททำงานให้ สนช.เต็มเวลา จะไปกระทบงานประจำในฐานะข้าราชการหรือ ไม่ เรื่องนี้จะโยงกับวิธีการตั้งสมาชิก หลักการคือควรให้ได้คนที่อุทิศเวลาได้เต็มที่ เต็มเวลา ส่วนวิธีการได้มา ก็คงแต่งตั้งโดย คสช.เหมือนสมัย คมช. (คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาต เมื่อปี 2549) โดย สนช.จะต้องทำหน้าที่ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ถือเป็นช่วงเวลาของบ้านเราที่จะใช้ระบบสภาเดี่ยว
O ถ้าไม่ให้ข้าราชการเป็น คสช. จะหาคนจากที่ไหน?
ผมคิดว่าคนเก่ง คนดีมีฝีมือมีเยอะมากในบ้านเราที่พร้อมจะทุ่มเท ประกอบอาชีพอิสระ ไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง ไม่ได้เป็นข้าราชการ แต่ที่ผ่านมากลไกกติกาไม่เอื้อให้พวกเขาเข้ามา เพราะฉะนั้นถ้า คสช.ให้เกียรติคนเหล่านั้น แล้วเชิญเขาเข้ามา ก็น่าจะได้คนดีมีฝีมือเข้ามาช่วยแก้ปัญหาบ้านเมืองอีกมาก
ภารกิจของ สนช.คือเรื่องกฎหมาย เพราะที่ผ่านมามีร่างกฎหมายค้างอยู่ในชั้นสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภานับร้อยฉบับ ถ้าจะเร่งรัดก็ต้องเร่งรัดกันช่วงนี้ ผลักดันกฎหมายที่ค้างอยู่ออกมาให้ได้ โดยเฉพาะกฎหมายที่มีประโยชน์กับประชาชน
แต่ทั้งนี้ก็ยังมีประเด็นเรื่องอำนาจของวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญปี 2550 จะให้ สนช.มีอำนาจนั้นด้วยหรือไม่ เช่น อำนาจการแต่งตั้งกรรมการในองค์กรอิสระ อำนาจในการถอดถอน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวว่าจะเขียนเอาไว้อย่างไร จะโอนอำนาจของวุฒิสภาไปให้ สนช.หรือไม่ ถ้าไม่โอน แล้วจะโอนไปให้ใคร
O แล้วเรื่องสภาปฏิรูป คุณสุรชัยคิดว่าจะออกมาหน้าตาอย่างไร?
เรื่องสภาปฏิรูป แตกต่างกับรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2549 เพราะตอนนั้นกำหนดให้มีแค่ 2 สภา คือ สนช. กับสภาร่างรัฐธรรมนูญ แต่บริบทของสังคมในขณะนี้เปลี่ยนแปลงไปจากปี 2579 การแก้ปัญหาบ้านเมืองไม่ใช่แค่ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่เป็นการปฏิรูปประเทศ ซึ่งมีกระแสเรียกร้องต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้วจนถึงปัจจุบันนี้
ช่วงปลายปีที่แล้ว ความเห็นของประชาชนแยกออกเป็น 2 แนว คือ ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง กับปฏิรูปหลังเลือกตั้ง สรุปก็คือเห็นต่างกันเรื่องเวลาของการปฏิรูป แต่เห็นตรงกันว่าบ้านเมืองต้องปฏิรูป
วันนี้เงื่อนไขของการปฏิรูปก่อนหรือหลังเลือกตั้งหมดไปแล้ว เหลือเพียงประเด็นเดียวคือปฏิรูปประเทศ คสช.จึงให้มีสภารับผิดชอบการปฏิรูป รวมกับการยกร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อเราทำโรดแมพปฏิรูปเสร็จ จัดลำดับก่อนหลังเรียบร้อย จะเห็นภาพเลยว่าบางเรื่องไม่เสร็จในเวลาสั้นๆ ต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน ฉะนั้นต้องมีหลักประกันว่าเมื่อมีเลือกตั้งไปแล้ว คนที่มาเป็นรัฐบาลใหม่จะสานต่อเรื่องที่สภาปฏิรูปวางโรดแมพเอาไว้ ผมคิดว่าคงไม่มีหลักประกันอะไรที่ดีไปกว่าเขียนเอาไว้ในกติกาของประเทศ ด้วยเหตุนี้การทำงานของสภาปฏิรูปจึงโยงกับการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วย
O มีข่าวว่าจะให้ ส.ว.ชุดที่ถูก คสช.ยุบไป กลับมาเป็น สนช. มีความเป็นไปได้หรือไม่?
ก็มีความเป็นไปได้ และผมคิดว่ามีความเหมาะสม เนื่องจาก ส.ว.ชุดนั้นมีที่มาหลากหลาย ทั้งกลุ่มอาชีพ และการเลือกตั้งจากแต่ละจังหวัด สามารถอธิบายต่อสังคมโลกได้ง่ายว่าเป็นฐานที่มาตามรัฐธรรมนูญก่อนเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และมีโครงสร้างที่ยึดโยงกับประชาชน โดยเฉพาะ ส.ว.เลือกตั้ง ส่วน ส.ว.สรรหาก็มาจากประชาชนตามกลุ่มอาชีพ และถือว่าเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์
O การปฏิรูปประเทศ ควรปฏิรูปเรื่องใดบ้าง?
เป็นคำถามที่เจอทุกวงสนทนา ผมคิดว่าต้องปฏิรูป 3 เสาหลัก คือ การเมือง สังคม และเศรษฐกิจ
เรื่องการเมือง ต้องปฏิรูปให้เป็นการเมืองของภาคพลเมืองอย่างแท้จริง มีความโปร่งใส อิสระ เป็นธรรม ไม่จำเป็นต้องใช้เงินก็เป็นผู้แทนได้ ไม่ยึดโยงกับทุน ไม่อย่างนั้นทุนจะเข้ามาครอบงำ หากทุนเข้ามาครอบงำ การเมืองไทยก็จะไม่เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง เป็นแค่รูปแบบผ่านการเลือกตั้งเท่านั้น
ด้านสังคม ต้องยอมรับว่าสังคมของเราอ่อนแอป่วยไข้มาก ทั้งปัญหายาเสพติด ความไม่ปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน กรณีทำร้ายน้องแก้ม ทำให้เห็นว่าบนรถไฟของรัฐยังถูกข่มขืนแล้วฆ่าได้ ถือว่ากระทบจิตใจของประชาชนมาก ทำไมการเดินทางบนระบบโดยสารสาธารณะของรัฐยังหาความปลอดภัยไม่ได้ อย่างนี้ต้องปฏิรูปด่วน
นอกจากนั้น ยังมีความอ่อนแอในมิติประเพณี วัฒนธรรม เด็กและเยาวชนขาดวัคซีนคัดกรองวัฒนธรรมของต่างชาติ กลายเป็นกระแสลอกเลียนชาติอื่นไปหมด สังคมไทยจึงกลายเป็นสังคมกึ่งต่างชาติไปแล้ว
ในเรื่องต่างชาติยังรวมไปถึงปัญหาแรงงานต่างด้าว กระทบทั้งระบบสาธารณสุขและงบประมาณ โดยเฉพาะงบของเราคิดตามฐานประชากรไทย แต่บางจังหวัดมีประชากรแฝงเป็นต่างด้าวมากกว่าประชากรไทย จึงกลายเป็นปัญหาซ่อนรูป ไม่รู้จัดงบให้คนไทยหรือต่างด้าว
ด้านเศรษฐกิจ เป็นปัญหาซ่อนรูปเหมือนกัน ที่ผ่านมาเรามีรัฐบาลที่ให้ความสำคัญแต่การเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจเข้มแข็งอย่างเดียวทำให้ประชาชนมีความสุขไม่ได้ ต้องเชื่อมไปสู่ความสุขจากการพัฒนาที่ยั่งยืน ความสุขบนพื้นฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตั้งตัวได้บนลำแข้งของตนเองด้วย รายได้ที่ได้มาต้องไม่ใช่ได้มาเพราะคนหยิบยื่นให้ชั่วคราว พอเวลาผ่านไปก็เลิก
เรื่องนโยบายประชานิยมก็เห็นชัด บางเรื่องดี บางเรื่องไม่ดี ต้องดูเป็นเรื่องๆ ไป แต่นโยบายประชานิยมนั้น พรรคการเมืองคิดขึ้นเพื่อให้ประชาชนนิยม ประชาชนจะได้เลือกให้เข้าไปบริหารประเทศ แต่เข้าไปแล้วต้องหยุด ไม่ใช่ทำต่อเนื่องในระยะยาว ไม่อย่างนั้นก็กลายเป็นกลยุทธ์ของพรรคการเมืองเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างยั่งยืน
ที่ผ่านมาพรรคการเมืองใช้นโยบายประชานิยมเพื่อทำให้ตนเองชนะเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง อาศัยจุดอ่อนของประชาชนในบางเรื่อง แล้วคิดสร้างโครงการตอบสนองจุดอ่อนนั้น เพียงเพื่อเข้าไปนั่งในใจประชาชน ให้ชนะเลือกตั้งเข้ามาเป็นรัฐบาล แต่ไม่ได้พัฒนาเพื่อแก้ไขจุดอ่อนนั้นอย่างยั่งยืน
ทั้งหมดนี้คือปัญหาของประเทศที่ผมอยากให้การปฏิรูปประสบความสำเร็จ เราก้าวมาถึงจุดนี้ ประชาชนทั้งประเทศก็ฝากความหวังไว้กับ คสช. ก็ต้องทำให้สมหวัง ผมขอเป็นกำลังใจและเอาใจช่วย รวมทั้งผู้ที่จะเข้าไปทำหน้าที่เป็น สนช. และสมาชิกสภาปฏิรูปด้วย
O ช่วงที่ว่างอยู่ ได้ไปทำอะไรบ้าง?
ผมกลับไปสอนหนังสือ ถือว่าเป็นการทำประโยชน์ให้กับบ้านเมืองอย่างหนึ่ง คือ ให้ความรู้แก่นักศึกษา ให้ประสบการณ์กับเขาด้วยการสอดแทรกแนวคิดทางกฎหมาย เพื่อให้นำกฎหมายไปปรับใช้แก้ปัญหาบ้านเมือง กฎหมายนั้นถ้าใช้ถูกทางก็จะเป็นเรื่องสร้างสรรค์กับบ้านเมือง แต่ถ้าใช้ผิดทางก็จะสร้างปัญหา นอกจากนั้นการสอนหนังสือยังสามารถปลูกฝังแนวคิดแนวทางที่ถูกต้องให้กับคนรุ่นใหม่ได้ รวมทั้งเรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองไม่ให้เจือปนเบี่ยงเบนไปในทิศทางที่ไม่ถูกไม่ควร
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมทำ ก็คือการรวมกลุ่มกับผู้ที่มีความคิดทางการเมืองคล้ายคลึงกัน ทั้งผู้ที่มีบทบาทในแวดวงต่างๆ และผู้หลักผู้ใหญ่ เพื่อพูดคุยเรื่องการปฏิรูปประเทศ ซึ่งก็ได้คุยกันทุกสัปดาห์ ทั้งวางแนวทางและจัดลำดับความสำคัญก่อนหลัง แนวทางก็ดูว่ามีอะไรบ้าง กรอบเวลาเป็นอย่างไร คาดว่าสิ่งที่เราทำจะสามารรถสรุป ประมวล เสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ โดยเฉพาะสภาปฏิรูป โดยจะเร่งทำให้เสร็จก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว และจัดตั้ง สนช.
O ทราบว่ามีบทบาทช่วยชี้แจงกับต่างชาติด้วย
ผมได้มีโอกาสชี้แจงต่างประเทศให้เข้าใจสภาพการเมืองของประเทศไทย เช่น ในกลุ่มท่านทูตที่ประจำในประเทศไทย ซึ่งก็ได้พบปะแลกเปลี่ยนทำความเข้าใจกัน โดยเฉพาะชาติตะวันตกที่มองประเทศไทยเชิงลบตั้งแต่หลังการรัฐประหาร มองว่าทำให้ประชาธิปไตยหยุดนิ่ง และบอยคอตประเทศไทยในบางเรื่อง
ผมก็พยายามทำความเข้าใจสภาพปัญหา และการพยายามแก้ไขปัญหา ทั้งในส่วนของรัฐ เอกชน หรือแม้แต่วุฒิสภาเอง สะท้อนว่าเราพยายามรักษาแนวทางประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญแล้ว แต่ไม่สำเร็จ ผมได้คุยให้ฟังว่าสาเหตุที่ไม่สำเร็จเกิดจากปัจจัยอะไรบ้าง ซึ่งบางส่วนบางแง่มุม สังคมก็ไม่ได้รับรู้ แต่สุดท้ายก็นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในแง่ของการปกครอง ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็น แต่ไม่มีใครอยากให้เกิด เมื่อเกิดแล้วทุกฝ่ายเห็นพ้องทำให้บ้านเมืองสงบโดยเร็ว และใช้โอกาสนี้ปฏิรูปประเทศเพื่อสร้างประชาธิปไตยให้สมบูรณ์มากขึ้น เข้มแข็งมากขึ้น
จากที่ผมชี้แจงไป หลายท่านก็เข้าใจและพร้อมสนับสนุนไทย โดยไม่ก้าวก่ายแทรกแซง เพราะรู้ว่าเป็นปัญหาภายในของไทย ส่วนทางฝั่งของชาติอาเซียน ผมเชื่อว่าอาเซียนเข้าใจไทยดี และเข้าใจความจำเป็นของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนี้ ผลกระทบต่อการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ก็ไม่มี และไทยพร้อมเข้าร่วมเออีซีกับประเทศเพื่อนบ้านเหมือนเดิม
สิ่งที่ทำถือเป็นความรับผิดชอบส่วนตัว อาศัยความสัมพันธ์ที่มีในสมัยเป็นรองประธานวุฒิสภา และรักษาการประธานวุฒิสภา ความสัมพันธ์กับผู้นำนิติบัญญัติประเทศต่างๆ รวมทั้งทูต ผมไม่ได้มีอะไรลึกซึ้งหรือมีใครมาขอให้ทำ ผมรู้สึกและสำนึกได้เองว่าต้องดูแลประเทศ





