เก็บตกจากเวทีปฏิรูปการเมือง ชงสูตร "แก้คอร์รัปชัน-ประชานิยม"
เป็นที่ชัดเจนว่าภารกิจสำคัญของการเข้าควบคุมอำนาจการปกครองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เที่ยวนี้ คือการปฏิรูปประเทศ, สร้างความปรองดอง และสถาปนาประชาธิปไตยที่สมบูรณ์กลับคืนสู่ปวงชนชาวไทย
การจะเดินให้ถึงจุดหมาย หรือ "โรดแมพ" ที่ตั้งเอาไว้ ต้องยอมรับว่าทุกเรื่องกลายเป็นเรื่องเดียวกัน คือ การปฏิรูป, การสร้างปรองดองสมานฉันท์ และการวางรากฐานประชาธิปไตย
ร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่กำลังจะมีผลบังคับใช้ภายในเดือนนี้ คือ โรดแมพลายลักษณ์อักษรเพื่อวางกรอบให้องค์กรต่างๆ ที่ถูกกำหนดให้รับผิดชอบเรื่องการปฏิรูป สร้างปรองดอง และวางรากฐานประชาธิปไตย ไปดำเนินการให้ปรากฏผลเป็นรูปธรรม
มีกรอบเวลาอยู่ราวๆ 1 ปีเศษ...
องค์กรต่างๆ ที่พูดถึง ก็คือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ, สภาปฏิรูปแห่งชาติ และคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ดี องค์กรเหล่านั้นจะทำงานได้ ต้องมีข้อมูลพร้อม และเป็นข้อมูลที่มาจากประชาชนจริงๆ หรืออย่างน้อยก็มีการสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมจากประชาชน
4 แหล่งข้อมูลปฏิรูป
หากนับเฉพาะการปฏิรูประยะสั้น คือ ปฏิรูปการเมือง กระบวนการเข้าสู่อำนาจ และการตรวจสอบ (ไม่นับปฏิรูประยะยาว เช่น โครงสร้างภาษี ที่ดิน พลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ ฯลฯ) คสช.ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาชุดหนึ่ง ชื่อว่า "คณะทำงานเตรียมการเพื่อการปฏิรูป" มี พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ทำหน้าที่หัวหน้าคณะทำงาน
ที่มาของข้อมูลและข้อเสนอเกี่ยวกับการปฏิรูป มาจาก 4 แหล่งด้วยกัน คือ
1.เวทีที่กระทรวงกลาโหมจัดร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า เน้นเฉพาะเรื่องการเมือง, โครงสร้างอำนาจทางการเมือง และการตรวจสอบ
2.เวทีที่กระทรวงกลาโหมจัดร่วมกับกลุ่มภาคประชาสังคม (กลุ่ม นพ.ประเวศ วะสี) เน้นเรื่องความเหลื่อมล้ำอันเป็นที่มาของความขัดแย้ง
3.การทบทวนวรรณกรรม ซึ่งหมายถึงงานวิจัยต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องปฏิรูป, การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ และต้นตอความขัดแย้ง มอบหมายให้ทีมนักวิชาการ (คาดว่าเป็นที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย หรือ ทปอ.) ไปดำเนินการ
4.การสัมภาษณ์เชิงลึกกับคู่ขัดแย้ง ทั้งผู้นำมวลชน ผู้นำทางการเมือง พรรคการเมือง และผู้นำทางความคิดต่างๆ โดยฝ่ายทหารเป็นผู้จัดกระบวนการสัมภาษณ์เชิงลึกเอง
15 ก.ค.ประมวลส่ง คสช.
จนถึงขณะนี้ ข้อมูลที่คืบหน้ามากที่สุด นอกจากข้อ 3 แล้ว คือ ข้อมูลจากแหล่งที่ 1 เพราะได้จัดเวทีไปครบทั้ง 3 เวที รวมกับประชุมแบบโฟกัสกรุ๊ป (กลุ่มเฉพาะเจาะจง) อีก 2 ครั้ง ซึ่งทางสถาบันพระปกเกล้าได้รวบรวมข้อมูลที่ได้ทั้งหมดส่งให้คณะทำงานเตรียมการเพื่อการปฏิรูปเรียบร้อยแล้ว และคณะทำงานฯจะประมวลส่งให้ คสช.ในวันที่ 15 ก.ค.นี้
ข้อมูลในส่วนนี้ส่วนใหญ่เป็นเรื่องโครงสร้างทางการเมือง ได้แก่
1.โครงสร้างของสภา เสนอให้เป็นสภาคู่ คือ มีทั้งสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา
2.จำนวนสมาชิกของสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ให้อิงสัดส่วนประชากรเช่นเดิม
3.คุณสมบัติผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง
4.ที่มาของ ส.ส. ต้องการให้มีทั้ง ส.ส.ระบบเขต และบัญชีรายชื่อพรรคการเมือง ขณะที่ ส.ว.ต้องการให้มีทั้งเลือกตั้งและสรรหา แต่การสรรหาให้มีองค์กรสรรหาจากตัวแทนวิชาชีพ ซึ่งผู้ได้รับการสรรหาต้องประกอบวิชาชีพนั้นจริงๆ เช่น กลุ่มชาวนา ก็ต้องเป็นชาวนาจริง เป็นต้น
5.พรรคการเมือง ให้ตั้งยากมากขึ้น มีระเบียบกฎเกณฑ์ควบคุมที่เอื้อให้เป็นพรรคการเมืองของมหาชน
6.มีข้อเสนอที่ยังไม่ตกผลึก คือ เลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง และจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รวมทั้ง ส.ส. ไม่เกิน 2 สมัยติดต่อกัน
นอกจากนั้นยังมีข้อเสนอเรื่องกระบวนการตรวจสอบ ได้แก่
1.ให้องค์กรตรวจสอบ เช่น ป.ป.ช. ทำงานอย่างรวดเร็ว และลงโทษคนทุจริตอย่างจริงจัง
2.บุคคลที่ถูกชี้มูลทุจริต หรือมีความผิดฐานคอร์รัปชัน ให้ตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต
เร่งหา"เจ้าภาพ"จัดเวทีชุมชน
สำหรับประเด็นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เชื่อกันว่าเป็นต้นตอของความขัดแย้งแตกแยกในสังคมไทย มีรายงานว่าขณะนี้ คสช.อาจนำไปรวมกับการขับเคลื่อนประเด็น "ปรองดอง" ในโครงสร้าง "ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป" หรือ ศปป. ที่มีการจัดตั้งถึงระดับหมู่บ้าน และมี พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ รองเสนาธิการทหารบกฝ่ายยุทธการ เป็นผู้อำนวยการ
อย่างไรก็ดี การขับเคลื่อนในประเด็นนี้ล่าช้ากว่าประเด็นการเมือง เพราะไปโยงกับเรื่องปรองดองสมานฉันท์ การจัดเวทีในระดับชุมชน หมู่บ้าน จึงต้องระมัดระวังไม่ให้ถูกครอบงำจากบางฝ่าย หรือไปสร้างความขัดแย้งให้มีมากขึ้น เรียกว่าต้องจัดเวทีอย่าง "มีกระบวนการ"
ที่ผ่านมา คสช.ได้เชิญผู้แทนจากหลายองค์กรที่มีกลไกแขนขาลงไปถึงระดับชุมชน เข้ารับฟังข้อเสนอ เช่น สภาพัฒนาการเมือง สภาองค์กรชุมชน ของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ซึ่งมีสภาถึง 4,000 ชุมชนทั่วประเทศ รวมทั้งเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป หรือ อาร์เอ็นเอ็น ที่มี ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นหัวหอกสำคัญ เป็นต้น แต่จนถึงขณะนี้ คสช.ยังไม่เคาะว่าจะให้องค์กรไหนเป็นเจ้าภาพ
เล็งถก"อาจารย์"ผู้นำความคิด
ส่วนความคืบหน้าเรื่องการสัมภาษณ์เชิงลึกคู่ขัดแย้งนั้น ยังอยู่ในกระบวนการของ คสช. ขณะที่การประชุมแบบโฟกัสกรุ๊ป ซึ่งจัดไปแล้วในส่วนของประเด็นการเมือง 2 ครั้ง คสช.ยังมีนโยบายจัดอีก 2 ครั้ง ในเรื่องมาตรการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน โดยเชิญทุกฝ่าย รวมทั้งนักธุรกิจ ผู้รับเหมา ซึ่งเกี่ยวข้องอยู่ในวงจรการคอร์รัปชัน มาร่วมกันระดมความเห็นด้วย
ขณะที่อีกวงหนึ่ง จะเป็นนักวิชาการมหาวิทยาลัยที่เป็นระดับผู้นำทางความคิด ทั้งนักวิชาการรุ่นใหม่ และรุ่นใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง โดยจะโยนโจทย์เรื่องการปฏิรูปให้แต่ละคนได้แสดงความเห็นร่วมกัน
กระจายอำนาจแก้"ประชานิยม"
แหล่งข่าวซึ่งเป็นทีมนักวิชาการที่ร่วมอยู่ในคณะทำงานเตรียมการเพื่อการปฏิรูป ให้ทัศนะว่า หากพิจารณาในมุมมองทางรัฐศาสตร์ ข้อเสนอส่วนใหญ่ในประเด็นปฏิรูปการเมืองคงสามารถแก้ไขปัญหาการเมืองบ้านเราได้แค่บางเรื่อง สมมติปรับรูปแบบการเลือกตั้ง ก็จะทำให้การแข่งขันระหว่าง 2 ขั้ว 2 พรรคสูสีมากขึ้น แต่จะแก้ปัญหาระดับฐานรากคงเป็นเรื่องลำบาก
ทั้งนี้ เห็นว่าประเด็นที่ยังพูดถึงกันน้อย เพราะทีมนักวิชาการที่ทำงานให้ คสช.ยังเสียงแตก ก็คือ ประเด็น "การกระจายอำนาจ" โดยกลุ่มหนึ่งเห็นว่าให้เดินหน้าเรื่อง "จังหวัดจัดการตนเอง" ยุบการปกครองส่วนภูมิภาค ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งเห็นว่าควรคงการปกครองส่วนภูมิภาคเอาไว้
"เท่าที่จับกระแสจาก คสช. การก้าวไปถึงเรื่อง 'จังหวัดจัดการตนเอง' คงยาก เพราะ คสช.กังวลเรื่องความมั่นคง แต่การกระจายอำนาจในภาพรวมจะได้รับการปรับให้ดูดีขึ้น ซึ่งส่วนตัวก็เห็นด้วย เพราะการกระจายอำนาจจะนำไปสู่การลดความสำคัญของนโยบายประชานิยมลงได้ เนื่องจากงานที่รัฐบาลกลางใช้ในการซื้อใจประชาชน หรือกำหนดเป็นนโยบายประชานิยม จะถูกโอนไปเป็นกิจการของท้องถิ่น ก็เท่ากับว่าเป็นการกระจายประชานิยมส่วนกลางไปยังท้องถิ่น ให้อำนาจที่เคยกระจุก ได้กระจายออก"
"แต่เรื่องนี้ต้องทำให้ดี เพราะถ้าคุมไม่อยู่ จะทำให้คอร์รัปชันกระจายไปทั่ว"





