อดีต กกต. "ประพันธ์ นัยโกวิท" ชี้ปฏิรูปการเมืองต้องปฏิรูปเลือกตั้ง!
สรุปประเด็นกันไปแล้ว สำหรับข้อเสนอของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรคและข้อกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ตามโจทย์ปฏิรูปประเทศที่คณะทำงานเตรียมการปฏิรูปของ คสช. หรือ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ไฟเขียวให้ดำเนินการ
ข้อเสนอของ กกต.ชุดปัจจุบันบางข้อที่ปรากฏเป็นข่าว ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักทันที โดยเฉพาะจากนักการเมือง เช่น การกำหนดวาระให้ ส.ส.ดำรงตำแหน่งได้เพียง 2 สมัย สมัยละ 4 ปี เป็นต้น
อย่างไรก็ดี หากลองหันไปฟังความเห็นของอดีต กกต.ซึ่งเป็นนักกฎหมายผู้ช่ำชองอย่าง ประพันธ์ นัยโกวิท อาจไม่มีข้อเสนอที่ดุเดือดขนาดนั้น ทว่าเขาก็ยังยืนยันว่าหากจะปฏิรูปการเมือง ต้องปฏิรูปการเลือกตั้งด้วย
"จริงๆ แล้วปฏิรูปการเมืองคือปฏิรูปการเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้งนำไปสู่สภา ขณะที่สภานำไปสู่คณะรัฐมนตรี ฉะนั้นต้องหากระบวนการให้คนดีมีความสามารถเข้าไปทำงานในสภา กระบวนการที่ว่าก็คือมีรัฐธรรมนูญที่ดี และมีกฎหมายเลือกตั้งที่สามารถคัดกรองให้คนดีเข้าสู่อำนาจได้"
ประพันธ์ เสนอว่า มาตรการระยะยาวคือสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองใหม่ ทำอย่างไรนักการเมืองจะไม่ทุจริต ทำเพื่อประชาชน ซึ่งวัฒนธรรมทางการเมืองจะเกิดขึ้นได้ ต้องให้ความรู้และอบรม โดยเริ่มปลูกฝังตั้งแต่เด็กและเยาวชนในโรงเรียน ต้องให้ความรู้เรื่องประชาธิปไตย เช่น การไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง ความซื่อสัตย์สุจริต ขณะที่ทุกภาคส่วนของสังคมตลอดจนสื่อมวลชนต้องร่วมด้วยช่วยกันในเรื่องนี้
ส่วนข้อเสนอการตรวจสอบนโยบายหาเสียงเชิงประชานิยม ที่อาจสร้างภาระด้านงบประมาณของประเทศ หรือนโยบายที่ปฏิบัติจริงไม่ได้นั้น อดีต กกต.ผู้นี้ บอกว่า ที่ผ่านมาในการเลือกตั้งท้องถิ่น ศาลอุทธรณ์เคยตัดสินกรณีที่ผู้สมัคร อบต.หาเสียงว่าจบปริญญาตรี ทั้งที่เรียนไม่จบ ศาลตัดสินว่าเป็นการหลอกลวง แต่การหาเสียงบางเรื่องอาจไม่เข้าข่ายการหาเสียงหลอกลวงก็ได้ เข้าลักษณะการหาเสียงแบบประชานิยม เช่น การสัญญาว่าจะให้เงินอุดหนุนตำบลละ 1 ล้านบาท ซึ่งมีปัญหาว่า กกต.ไม่มีอำนาจค้นลึกเกี่ยวกับนโยบายหาเสียง หรือห้ามไม่ให้ผู้สมัครหาเสียงเกินจริง เพราะผู้สมัครอาจอ้างได้ว่ายังไม่ได้หลอกลวง แต่ตั้งใจจะทำในอนาคต
"ทางแก้คือต้องมีกฎหมายให้อำนาจ กกต.สามารถควบคุมพรรคการเมืองหรือผู้สมัครที่มีพฤติการณ์หาเสียงเกินจริงได้ เช่น เรียกให้มาชี้แจงกับ กกต.เมื่อเกิดความสงสัยในนโยบายหาเสียง หากชี้แจงแล้วไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ก็ควรให้อำนาจ กกต.สั่งห้ามหาเสียงลักษณะนั้น หรือสั่งให้ปรับปรุงนโยบายนั้นๆ ได้ รวมทั้งหากพรรคการเมืองหรือผู้สมัครไม่สามารถทำตามที่หาเสียงได้ ก็ต้องรับผิดชอบ โดยอาจถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในอนาคต" ประพันธ์ระบุ
นอกจากส่งเสริมคนดี ปิดช่องทางการหาเสียงด้วยนโยบายแบบประชานิยมที่ไม่รับผิดชอบแล้ว การเพิ่มประสิทธิภาพการเอาผิดพวกทุจริตซื้อเสียง ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งของการปฏิรูปการเลือกตั้ง ซึ่งจากประสบการณ์ของอดีต กกต.ผู้นี้พบว่าปัญหาหนึ่งคือนิยามของ "พยาน" ในกฎหมายคุ้มครองพยานในคดีอาญาฯ ไม่ครอบคลุมถึงคดีเลือกตั้ง
"ที่ผ่านมาผู้ที่เป็นพยานให้ กกต.ถูกทำร้ายจนถึงขั้นเสียชีวิตก็มี บางคนตอนเรียกมาให้ถ้อยคำกับ กกต.ก็ยอมมา แต่พอไปศาลกลับไม่กล้าไป เมื่อพยานไม่ไป ศาลก็ยกคำฟ้อง คนผิดคนซื้อเสียงก็ลอยนวล การที่พยานไม่กล้ามาเป็นพยาน ก็เพราะเราไม่มีกฎหมายคุ้มครองพยาน กกต.มีปัญหาเรื่องนี้มาก เนื่องจากกฎหมายที่มีอยู่นั้นคุ้มครองเฉพาะพยานในคดีอาญา ไม่สามารถคุ้มครองพยานในคดีใบเหลืองใบแดงได้"





