(รายงาน) วางระบบป้องกัน"คน-พื้นที่-โอกาส" ปิดช่องเด็กตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม
ภาพญาติและประชาชนที่รวมตัวกันหน้า สภ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เตรียมระบายแค้นด้วยการรุมทำร้ายนายวันชัย แสงขาว พนักงานรถไฟ ผู้ต้องหาก่อเหตุฆ่าข่มขืนเด็กหญิงอายุ 13 ปี บนโบกี้รถไฟสายสุราษฎร์ธานี-กรุงเทพฯ ขณะตำรวจนำตัวมาแถลงข่าวและทำแผนประกอบคำรับสารภาพในจุดที่เกิดเหตุนั้น คงสื่อถึงอารมณ์ที่มีต่อเหตุอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญในครั้งนี้ได้เป็นอย่างดี
อารมณ์ลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะญาติ หรือประชาชนที่พบเห็นเท่านั้น แต่กับสังคม โดยเฉพาะในสื่อสังคมออนไลน์ก็แสดงออกถึงปฏิกิริยาโกรธแค้นตามไปด้วยซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้
อย่างไรก็ตาม จากปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดประเด็นเรียกร้องจนเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้คือ การขอให้เพิ่มการลงโทษผู้ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานข่มขืนให้ได้รับโทษสูงสุด คือ "ประหารชีวิต"
ทว่ากับการเพิ่มโทษจะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาอาชญากรรมประเภทนี้ได้หรือไม่ หรือถ้าการเพิ่มโทษไม่ใช่ทางออกแล้วแนวทางการป้องกันแก้ไขอาชญากรรมประเภทนี้อย่างที่ควรจะเป็นนั้นเป็นอย่างไร มุมมองจากตำรวจผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์พฤติกรรมศาสตร์ และนักวิชาการด้านอาชญาวิทยา เกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้คงช่วยให้คำตอบได้บ้างไม่มากก็น้อย
พ.ต.ท.ทรงรักษ์ ขุนศรี รองผู้กำกับการ 6 กองบังคับการปราบปราม (รอง ผกก.6 บก.ป.) ในฐานะอาจารย์ผู้สอนหลักการสืบสวนสมัยใหม่ของโรงเรียนตำรวจนอกเวลา กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) บอกว่า ผลการวิจัยทั้งในและต่างประเทศยืนยันว่าการเพิ่มโทษไม่ได้ช่วยให้อาชญากรรมลดลง และไม่ใช่ทางแก้ปัญหาอาชญากรรมประเภทข่มขืนฆ่าเด็ก
เขาบอกว่า ทางแก้ปัญหาคดีประเภทนี้รวมทั้งคดีอื่นๆ ที่ดีที่สุดคือการ "ป้องกัน" และวิธีที่จะป้องกันให้ถูกจุดต้องอาศัยความรู้ และความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ผลักภาระไปให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เพราะแต่ละภาคส่วนก็เป็นต้นเหตุไม่ต่างกัน
"คดีนี้หากมองมุมกลับจะเห็นว่าสังคมก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ผลิตอาชญากรเช่นกัน ต้องสอบสวนภูมิหลังคนร้ายด้วยว่าเคยมีภูมิหลังอย่างไร ถูกกระทำรุนแรงหรือไม่ เช่น คดีนายหนุ่ย หรือติ๊งต่าง ที่ก่อเหตุกับเด็กก็มีภูมิหลังถูกกระทำเช่นกัน"
พ.ต.ท.ทรงรักษ์ อธิบายว่า เมื่อหน่วยต่างๆ ในสังคมอย่างชุมชน ครอบครัว โรงเรียน ยังมีปัญหาเรื่องการใช้ความรุนแรงกับเด็ก มีปัญหายาเสพติด มีปัญหาเด็กเร่ร่อน ขอทาน สภาพแวดล้อมรอบตัวเด็กเหล่านี้จะบ่มเพาะให้เด็กเติบโตเป็นคนที่มีคุณภาพได้อย่างไร
"ถึงเพิ่มโทษประหารได้ ฆ่าเขาไป สังคมก็ผลิตขึ้นมาใหม่ใช่หรือไม่" พ.ต.ท.ทรงรักษ์ ตั้งคำถาม
ดังนั้นการป้องกันจึงควรดำเนินการไปพร้อมกับทั้งในเรื่องของการป้องกันคน ป้องกันพื้นที่และโอกาส เพราะทั้งหมดนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้คนร้ายตัดสินใจก่ออาชญากรรม
โดยการป้องกันคน คือ ทำอย่างไรไม่ให้อาชญากรก่อเหตุ หรือก่อเหตุซ้ำ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีกฎหมายห้ามผู้ต้องหาหรือผู้ที่พ้นโทษจากคดีประเภทนี้เข้าใกล้บุคคลหรือสถานที่ตามที่กำหนด เช่น โรงเรียน
นอกจากนี้ยังควรมีการจัดทำระบบฐานข้อมูลบุคคลต้องสงสัย ผู้ต้องหา และผู้ที่เคยต้องโทษคดีลักษณะนี้ให้เป็นระบบ
"ต้องเป็นระบบที่ตอบสนองคดีได้อย่างรวดเร็ว ไม่ใช่ระบบข้อมูลเพื่อทราบเฉยๆ เพราะเราไม่สามารถกำจัดคนร้ายประเภทนี้ให้หมดไป แต่ถ้าเจ้าหน้าที่จับกุมได้รวดเร็วจะช่วยลดความหวาดระแวงในสังคมได้"
ส่วนการดูแลคนที่เป็นกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็ก ผู้หญิง ก็ควรมีการรณรงค์ให้ความรู้ เตือนภัย และชี้แนะแนวทางในการปฏิบัติหากเกิดเหตุอยู่เป็นระยะ
ด้านการป้องกันพื้นที่และโอกาส เขาเห็นว่า ที่ "สถานที่เกิดเหตุ" เป็นสิ่งสำคัญซึ่งเชื่อมโยงกับโอกาส ไม่ว่าจะเป็น ห้องน้ำ ห้องเรียน บ้านร้าง ที่ดินรกร้าง ป้ายรถประจำทาง สถานีขนส่ง บ้านติดกัน พื้นที่เหล่านี้ควรมีระบบการตรวจตรา ซึ่งไม่ใช่ตำรวจอย่างเดียว แต่ประชาชนทั่วไปต้องมีส่วนร่วมด้วย
ทั้งนี้รวมถึงการจัดการสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม พื้นที่ใดควรมีแสงไฟ เป็นที่หญ้ารก หรือมีสิ่งกำบัง ก็ควรจัดเสียใหม่ให้เป็นพื้นที่ที่ใครๆ ก็ตรวจตรามองเห็นได้
ส่วนด้านการปราบปรามนั้น พ.ต.ท.ทรงรักษ์ เชื่อว่า ขณะนี้บุคลากรและองค์ความรู้เกี่ยวกับศาสตร์การสืบสวนสมัยใหม่นั้นมีพร้อมแล้ว ขาดเพียงโครงสร้าง และระบบการจัดการข้อมูล ซึ่งหากมีการผลักดันให้เป็นรูปธรรมก็เชื่อว่าจะเป็นการยกระดับประสิทธิภาพการป้องกันอาชญากรรมให้ดียิ่งขึ้น และไม่ใช่แค่เพียงคดีฆ่าข่มขืนเด็กเท่านั้น แต่ยังสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมคนร้ายประเภทอื่นๆ ได้ด้วย เช่น ผู้ก่อการร้าย เป็นต้น
ขณะที่มุมมองของวิชาการอย่าง ร.ต.อ.จอมเดช ตรีเมฆ นักอาชญาวิทยา มหาวิทยาลัยรังสิต เห็นว่า กระแสเรียกร้องให้ลงโทษประหารชีวิตโดยไม่ลดโทษกับผู้ต้องหาฆ่าข่มขืนเด็กหญิงบนรถไฟนั้นเพราะสังคมไทยรู้สึกว่าเป็นข่าวที่โหดร้าย เมื่อกระทบใจคนมากๆ ก็เลยรู้สึกอยากจะล้างแค้นเดี๋ยวนั้น อยากให้โทษขั้นรุนแรงเดี๋ยวนั้นทันที แต่โทษในความผิดฐานนี้คือประหารชีวิตอยู่แล้ว
อย่างไรก็ดี ตามหลักกฎหมายก็มีเหตุบรรเทาโทษหรือลดโทษ เช่น การรับสารภาพของผู้ต้องหาในชั้นสอบสวน การให้ความร่วมมือในการค้นหาพยานหลักฐาน เป็นต้น
ที่สำคัญโทษประหารชีวิตจริงๆ ไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศไทยมาระยะหนึ่งแล้ว คดีสุดท้ายที่ลงโทษด้วยวิธีนี้ก็หลายปีแล้ว ขณะที่ทั่วโลกก็พยายามให้ยกเลิกโทษประหารชีวิต
ร.ต.อ.จอมเดช อธิบายว่า ตามหลักทฤษฎีการลงโทษของนักอาชญาวิทยาตั้งแต่โบราณ ในส่วนของโทษประหารนั้น มีความเห็นตรงกันว่า 1.รัฐไม่มีสิทธิเอาชีวิตใคร 2.โทษจำคุกตลอดชีวิต มีผลเชิงป้องกันไม่ให้คนอื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่างมากกว่าการประหาร และดูรุนแรงกว่าการประหารชีวิต แต่เฉพาะเงื่อนไขที่ไม่มีการอภัยโทษ
ที่ผ่านมาอดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์บางท่านก็มีแนวคิดแบ่งกลุ่มนักโทษในความผิดบางประเภทไม่ให้มีสิทธิได้รับอภัยโทษเลย แต่ยังไม่สำเร็จ ซึ่งแนวคิดนี้อาจจะถูกใจคนไทยในบางแง่มุม แต่คงไม่ถูกใจโลก เหมือนกับการคงไว้ซึ่งโทษประหารชีวิต
"การลดอารมณ์ความโกรธแค้นของสังคม ประเด็นไม่ได้อยู่ที่โทษอย่างเดียว แต่ขึ้นกับระยะเวลาการตัดสินคดีด้วย ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัญหามานานสำหรับกระบวนการยุติธรรมไทย อย่างคดีนี้ ผู้ต้องหารับสารภาพ แม้สุดท้ายศาลจะลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต แต่ถ้าพิจารณาคดีจนนำไปสู่การลงโทษที่รวดเร็วพอ ก็จะทำให้สังคมเห็นว่าผู้ต้องหาได้รับการลงโทษแล้ว ก็จะบรรเทาความรู้สึกโกรธแค้นของสังคมลงไปได้บ้าง"
นักอาชญาวิทยาจากมหาวิทยาลัยรังสิต ยังกล่าวถึงกรณีบางฝ่ายเรียกร้องให้เพิ่มโทษเฉพาะคดีนี้ หรือเพิ่มโทษในความผิดบางฐาน เช่น ข่มขืนแล้วฆ่าเด็ก ว่า จู่ๆ จะเพิ่มโทษเฉพาะคดีคงทำไม่ได้อยู่แล้ว เพราะการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภา จะเอาสะใจหรือตอบสนองอารมณ์ของสังคมคงทำไม่ได้แน่ๆ แต่สิ่งที่จะช่วยทุเลาอารมณ์ของสังคมได้คือ กระบวนการยุติธรรมที่รวดเร็ว
"ปัญหาของกระบวนการยุติธรรมคือความล่าช้า ทำให้ไม่เกิดการบรรเทาความเจ็บแค้นของสังคม จริงๆ จุดประสงค์ของการลงโทษไม่ได้มีไว้เพื่อทำให้คนคนหนึ่งสำนึกผิดเท่านั้น แต่มีไว้เพื่อบรรเทาความเจ็บแค้นของสังคมและเหยื่อด้วย ให้สังคมยังรู้สึกว่าคนผิดถูกลงโทษอย่างสาสม"





