วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผอ.องค์การเภสัชแจงปมผลิตยา รับมีปัญหายาวัณโรคส่อขาดแคลน

"นพ.สุวัช" ผอ.องค์การเภสัชรับการผลิตยามีความล่าช้าเนื่องปัญหาสะสม ระบุเร่งหายาจากเอกชนมาแก้เฉพาะหน้า

นพ.สุวัช เซียศิริวัฒนา ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) เปิดเผยเมื่อวานนี้ (7 ก.ค.) หลังเข้าหารือกับ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ถึงกรณี 8 เครือข่ายองค์กรสุขภาพร้องเรียนต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ปลดคณะกรรมการ (บอร์ด) อภ. กรณีปัญหายาขาดแคลน เช่น ยารักษาโรคเบาหวาน หรือเมทฟอร์มินว่า ขอชี้แจงว่าตั้งแต่เข้ามาบริหารงานเมื่อประมาณ 10 เดือนที่แล้ว ได้เกิดกรณีบรรจุยาปนกันจนเป็นเหตุให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เข้ามาตรวจสอบและสั่งระงับการผลิต เพื่อปรับปรุงโรงงานให้ได้มาตรฐาน

นพ.สุวัช กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวทำให้ต้องนำกำลังการผลิตที่ยังเหลืออยู่มาเฉลี่ยการผลิตยารักษาโรคเบาหวานและยาอื่นๆ ที่จำเป็นร่วมด้วย ทำให้อัตราการผลิตยารักษาโรคเบาหวานลดลง 50 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนยาตั้งแต่นั้นมา

"ได้จัดหายาจากบริษัทเอกชนหลายแห่งเข้ามาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งราคาไม่ได้แตกต่างกัน หรือบางแห่งราคาถูกกว่าด้วยซ้ำ" นพ.สุวัช กล่าว

ส่วนข้อกล่าวหาว่ามียาขาดแคลนอีกกว่า 80 รายการนั้น นพ.สุวัช กล่าวว่า เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทุกปีก่อนที่จะเข้ามารับตำแหน่งด้วยซ้ำ เนื่องจากข้อจำกัดกำลังการผลิตยาของ อภ.ที่มีอยู่ทำให้ไม่สามารถผลิตยาได้ทุกรายการ จึงต้องจัดลำดับความจำเป็น

ประกอบกับปัจจุบันยาบางรายการทางบริษัทเอกชนสามารถผลิตได้และมีราคาถูกกว่า ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือการผลิตยาที่จำเป็นเร่งด่วนก่อน ที่เหลือก็ใช้วิธีการจัดหาจากบริษัทเอกชน แต่ก็ยอมรับว่ายาที่อาจจะขาดแคลนได้คือยารักษาวัณโรค

ขณะที่ประเด็นเรื่องยาต้านไวรัสเอชไอวีนั้น นพ.สุวัช ชี้แจงว่า เกิดจากความล่าช้าในการส่งวัตถุดิบของบริษัทตัวแทนจำหน่าย เนื่องจากติดปัญหาเรื่องการทำสัญญาซื้อขายที่บริษัทผู้ผลิตต้องการให้ทำสัญญา

เรื่องนี้จะมีการหารือร่วมกันใน 2-3 วันหน้า ซึ่งตามปกติยาต้านไวรัสเอชไอวีจะมีสต็อกไว้ใช้ในระยะเวลา 6 เดือนอยู่แล้ว อีกทั้ง อภ.จะจัดหายาสำเร็จรูปมาให้ใช้ก่อนคาดว่าน่าจะทดแทนได้ทันเวลา

ผอ.องค์การเภสัชกรรม กล่าวถึงกรณีความล่าช้าในการก่อสร้างโรงงาน 3 แห่งว่า เป็นปัญหาต่อเนื่องมาตั้งแต่ก่อนที่จะเข้ามารับตำแหน่ง โดยโรงงานผลิตวัคซีนไข้หวัดนก ไข้หวัดใหญ่ ที่ อ.ทับกวาง จ.สระบุรี ถูกสั่งให้หยุดก่อสร้างเพื่อทบทวนแก้ไขแบบ และพิจารณาเพิ่มงบก่อสร้าง ซึ่งเรื่องนี้อยู่ระหว่างการเสนอข้อมูลให้กระทรวงสาธารณสุขนำเสนอขออนุมัติจาก คสช.ให้ดำเนินการต่อ

ส่วนโรงงานผลิตยาต้านไวรัสเอชไอวีที่รังสิต ได้ยกเลิกสัญญากับผู้รับเหมารายแรกเนื่องจากไม่สามารถก่อสร้างให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ทำให้มีการฟ้องร้องกัน อย่างไรก็ตาม จากการเข้าไปตรวจสอบอีกครั้ง เห็นว่ายังมีหลายขั้นตอนที่ไม่ถูกต้องจึงเสนอให้มีบุคคลที่ 3 เข้ามาตรวจ คาดว่าน่าจะแล้วเสร็จภายใน 90 วัน

นอกจากนี้ในส่วนโรงงานแมสโปรดักชันที่คลองหก ที่มีการตรวจรับแล้วแต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้เพราะเกิดปัญหาใน 3 ส่วน คือ เพิ่งมีการพบเครื่องตอกยาเม็ดความเร็วสูงที่ถูกเก็บไว้ในโรงงานโดยไม่มีการแจ้งผู้บริหารชุดใหม่ทราบ ทำให้ขณะนี้สามารถเพิ่มกำลังการผลิตจาก 15 ล้านเม็ดเป็น 38 ล้านเม็ด

ส่วนเครื่องเคลือบยาเม็ดขนาด 60 กก.จะเริ่มในอีก 1-2 สัปดาห์ และเครื่องบรรจุยาเม็ดที่ตอนนี้เดินเครื่องได้ประมาณ 5 เครื่องจาก 10 เครื่อง อย่างไรก็ตามภายในโรงงานยังคงต้องมีการพัฒนาปรับปรุงเรื่องอุณหภูมิและความชื้นอีก

"จากการตรวจสอบยังพบการจัดซื้อเครื่องจักรที่ไม่ตรงตามสเปกอีกหลายรายการ ดังนั้นการที่ 8 องค์กรสุขภาพร้องเรียนให้ตรวจสอบระบบการทำงานของ อภ.ครั้งนี้จึงถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะได้มีการพัฒนาและปฏิรูป ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยเสนอแผนการปรับโครงสร้างองค์กร ทั้งในส่วนของบุคลากร และวิธีการทำงานเข้าบอร์ดไป 2 รอบ แต่ถูกคัดค้านว่าต้องมีการหารือ ทำประชาพิจารณ์จากพนักงานทั้งหมดก่อน" นพ.สุวัช กล่าว

ก่อนหน้านี้ ตัวแทน 8 เครือข่ายองค์กรสุขภาพ ประกอบด้วย ชมรมแพทย์ชนบท ชมรมเภสัชชนบท กลุ่มศึกษาปัญหายา กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีประเทศไทย สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค มูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนาและมูลนิธิเภสัชชนบท เข้ายื่นหนังสือต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล เพื่อขอให้พิจารณาปลดคณะกรรมการ (บอร์ด) องค์การเภสัชกรรม (อภ.)

ภญ.ศิริพร จิตรประสิทธิศิริ ตัวแทนชมรมเภสัชชนบท กล่าวว่า ขณะนี้โรงพยาบาลในต่างจังหวัดจำนวนมากเผชิญภาวะขาดยา เพราะ อภ.ไม่สามารถส่งยาให้ลูกค้าได้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงพยาบาลของรัฐถึง 80 รายการ

ภญ.ศิริพร กล่าวต่อว่า การที่ผู้บริหารบอร์ดหวังที่จะแก้ปัญหาภาวะขาดทุนด้วยการงดผลิตยาจำเป็น เช่น เบาหวาน ทั้งที่เป็นผู้ผลิตส่งให้โรงพยาบาลต่างๆ ของรัฐกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ที่ใช้กับคนไข้ทั้งประเทศ ด้วยเหตุผลว่ากำไรน้อย ทั้งที่พันธกิจของ อภ.ต่อสังคมต้องไม่มุ่งเอากำไรมาก เพื่อให้โรงพยาบาลรัฐที่ใช้เงินภาษีประชาชนซื้อยาอย่างมีประสิทธิภาพ

"เมื่อ อภ.ไม่ทำตามพันธกิจ ความเดือดร้อนก็ตกอยู่กับประชาชน" ภญ.ศิริพร กล่าว

นอกจากนี้ ภญ.ศิริพร ระบุว่า การก่อสร้างโรงงานยาที่รังสิตและโรงงานวัคซีน ที่ อ.ทับกวาง จ.สระบุรี ดำเนินการล่าช้า ไม่เป็นไปตามกำหนดเวลา และอาจส่อเอื้อประโยชน์แก่บริษัทที่เคยยกเลิกสัญญาไปแล้ว

ส่วน นายอภิวัฒน์ กวางแก้ว เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี ประเทศไทย ระบุว่า อภ.ขาดส่งยาไปยังกองทุนยาต้านไวรัสกว่า 400 ล้านบาท ซึ่งมีแนวโน้มว่าหากไม่มีการแก้ปัญหาต่อไปคนไข้ก็อาจขาดยา

ด้านนพ.วชิระ บถพิบูลย์ ตัวแทนชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่า การบริหารงานบอร์ด อภ. ผิดหลักธรรมาภิบาล ทำให้เกิดวิกฤติด้านยาและมีพฤติกรรมส่อว่าจะดำเนินการเพื่อประโยชน์ของธุรกิจยาข้ามชาติ จึงไม่ควรได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้แก้ปัญหา ทั้งนี้รวมถึง นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะเป็นคณะกรรมการบอร์ดจะต้องร่วมรับผิดชอบด้วย