เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป (อาร์เอ็นเอ็น) เล็งชงโมเดลปฏิรูปฉบับ ปชช.
เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป (อาร์เอ็นเอ็น) ได้จัดเวทีระดมความเห็นเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยครั้งที่ 7 โดยมีเครือข่ายภาคประชาชนจากพื้นที่ต่างๆ องค์กรภาคธุรกิจเอกชน องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) และตัวแทนทูตต่างประเทศ เข้าร่วมอย่างคับคั่ง
นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ สมาชิกเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป สรุปผลการระดมความคิดเห็นว่า หลักการสำคัญที่เห็นร่วมกัน คือ ภารกิจของ "สภาปฏิรูป" ที่จะตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว ต้องถือเป็นภารกิจร่วมกันของประชาชนทุกคน และต้องตอบโจทย์การปฏิรูปและความปรองดอง ทั้งนี้งานด้านปฏิรูปจำเป็นต้องมีกลไกภาคประชาชนเพื่อสนับสนุน ตรวจสอบ และเป็นฐานในภาคปฏิบัติเพื่อทำให้เกิดความยั่งยืน
ทั้งนี้ ในอีก 2 เดือนข้างหน้า เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป พร้อมด้วยองค์กรภาคประชาสังคม จะร่วมกันทำเอกสารข้อเสนอ โจทย์ และแนวทางปฏิรูปฉบับประชาชน เพื่อส่งมอบให้กับสภาปฏิรูปในอนาคต โดยหัวข้อต่างๆ ที่จะเป็นข้อเสนอ เช่น ปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปการต่อต้านการคอร์รัปชัน ปฏิรูปเศรษฐกิจ ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปฐานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ปฏิรูประบบยุติธรรม และปฏิรูปเกษตรกรรม โดยล่าสุดนั้นมีเครือข่ายและองค์กรต่างๆ เช่น สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ เข้าร่วมงานแล้ว
ส่วนที่มีข่าวจากสื่อมวลชนบางแขนงถึงที่มาและจำนวนของสภาปฏิรูป ระบุว่าจะมาจากฝ่ายทหารครึ่งหนึ่ง ที่เหลือจะมาจากภาคส่วนต่างๆ นั้น นายบัณฑูร บอกว่า รู้สึกเป็นห่วงเรื่องการทำงานแบบมีส่วนร่วม เพราะถ้าเป็นไปตามข่าว หากจะยกมือสนับสนุนเรื่องใดเรื่องหนึ่ง สามารถนำเสียงของฝ่ายทหาร ผสมกับภาคส่วนอื่นอีกเพียง 1 เสียง ก็ทำให้เรื่องนั้นๆ ได้ทันที ขณะเดียวกันก็เป็นกังวลกับการแสดงความคิดเห็นว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างเสรีจริงหรือไม่ เพราะปัจจุบันคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ควบคุมความคิดเห็นที่แตกต่างกับการยึดอำนาจยังคงมีอยู่
ขณะที่ นายโคทม อารียา ผู้อำนวยการสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า สมาชิกสภาปฏิรูปควรมีฐานยึดโยงกับประชาชนทุกกลุ่ม เพราะเป็นปัจจัยสำคัญของการมีส่วนร่วมต่อการปฏิรูปประเทศ
"ที่มาของสภาปฏิรูปนั้น ส่วนตัวผมชอบวิธีการได้มาของ ส.ส.ร. (สมาชิกสภาร่างรัฐธรรรมนูญ) เมื่อปี 39 คือ อาจจะใช้วิธีให้ผู้ที่สมัครใจเข้ามาสมัครเพื่อเข้ารับการคัดเลือกในระดับจังหวัด จากนั้นให้ผู้สมัครคัดเลือกกันเองให้เหลือเพียง 10 คน จะได้คนจำนวน 770 คน แล้วให้ 770 คนนั้นคัดเลือกกันเองให้เหลือ 77 คน โดยใช้ฐานของจังหวัดเป็นผู้ตัดสิน ส่วนคนที่สมัครใจแต่ไม่ได้รับเลือก ควรกำหนดบทบาทให้ทำงานในฐานะอนุกรรมการระดับจังหวัด" นายโคทม ระบุ





