"ข้าราชการทุจริตคือขยะของส่วนราชการ ป.ป.ท.มีหน้าที่เข้าไปกำจัดขยะ" ประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการ ป.ป.ท.
หลังได้รับความไว้วางใจจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้คุมงานปราบทุจริตในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) "ประยงค์ ปรียาจิตต์" ได้ให้สัมภาษณ์เปิดใจถึงภารกิจที่จะลุยดำเนินงาน
ประยงค์ กล่าวถึงแนวทางการปราบทุจริต ตามแนวทาง คสช.ว่า คำสั่งที่ 69 เป็นคำสั่งที่ตรงจุดที่สุด เพราะการปราบทุจริตนั้น เดิมเอาไปผูกไว้กับคดีอาญา ซึ่งการต่อสู้คดีใช้เวลายาวนาน ทำให้คนกล้าทำผิด ตลอด 10 ปีที่ผ่านมากระบวนการทางอาญาไม่เกิดผล แทบจะไม่ได้ตัวคนผิดมาลงโทษ คำสั่งที่ 69 จึงกำหนดให้หัวหน้าส่วนราชการต้องขับเคลื่อนตาม โดยตรวจสอบและดำเนินการทางวินัยกับข้าราชการในสังกัดที่ถูกร้องเรียนว่าเกี่ยวพันกับการทุจริตให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน
ในกรณีที่สั่งลงโทษทางวินัยร้ายแรงและมีความผิดอาญาต้องสรุปความเห็นส่งให้ ป.ป.ท.หรือ ป.ป.ช.ไต่สวน หากทำไม่เสร็จภายในกรอบเวลา หรือผลสอบออกมาในทางตรงกันข้ามกับข้อเท็จจริงแล้ว ป.ป.ท.เข้าตรวจสอบซ้ำหัวหน้าส่วนราชการจะมีความผิดวินัยเสียเอง คำสั่งที่ 69 จึงเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม
"ข้าราชการทุจริตคือขยะของส่วนราชการ ป.ป.ท.มีหน้าที่เข้าไปกำจัดขยะ ปัญหาทุจริตในขณะนี้ไม่ใช่แค่การหาเศษหาเลยจากงบประมาณ แต่ลงลึกไปปรับเปลี่ยนทัศนคติของคนในชาติว่าโกงไม่เป็นไร ผลของการทุจริตยังกระทบต่อโครงสร้างของประเทศ"
ในด้านเศรษฐกิจเห็นได้ชัดจากการทุจริตข้าว กลุ่มการค้าและนักธุรกิจวิ่งเข้าหากลุ่มอำนาจเพื่อหาความได้เปรียบ การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือการเข้าสู่อำนาจของคนบางกลุ่ม หนักที่สุดคือการเข้าแทรกแซงระบบราชการ ใช้ข้าราชการเป็นเครื่องมือ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนัก เพราะประเทศเราออกแบบมาให้ข้าราชการเป็นผู้รักษากฎหมาย รักษาความสงบ และพัฒนาประเทศ ปัญหาในขณะนี้รุนแรงกว่ากลไกปกติจะแก้ไข"
ประยงค์ ระบุว่า คสช.ได้ขอให้เร่งรัดทุกเรื่อง ตนมีเวลาอีก 3 ปี จะครบเกษียณอายุราชการ ตั้งใจจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ในระยะเร่งด่วนตั้งเป้าพิสูจน์ผลงานให้เห็นภายใน 3 เดือน โดยเรื่องที่สามารถผลักดันให้เห็นผลทางปฏิบัติแบ่งเป็น 5 ด้าน คือ
1.ปัญหาบุกรุกแผ้วถางป่าสงวนและเขตอุทยานแห่งชาติ ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ระดับพื้นที่เข้าดำเนินการแต่ไม่มีคืบหน้า ดังนั้นป.ป.ท.จะเข้าไปกระชับพร้อมกับคำสั่งคสช. 2.กรณีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุจริตงบประมาณ เช่น การซ่อมถนน ขุดคลอง-บ่อน้ำ หรือการบำบัดขยะ แม้วงเงินจะไม่มากเพียง 100,000 บาท แต่หากทุจริตกันทั่วประเทศ ความเสียหายจึงแผ่เป็นวงกว้าง
3.กรณีใช้งบเยียวยาภัยพิบัติ ต้องดูว่าแต่ละจังหวัดมีภัยพิบัติเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ที่ผ่านมาป.ป.ท.เคยเข้าตรวจสอบกรณีปัญหาเพลี้ยกระโดดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากข้อมูลพบว่าสำนักงานการตรวจแผ่นดิน(สตง.) และป.ป.ช.เข้าไปดำเนินการแล้ว นอกจากนี้กรมบัญชีกลางได้สั่งปรับลดวงเงินจาก 50 ล้านบาท เหลือ 25 ล้านบาท ขณะที่จังหวัดบึงกาฬ ถูกสั่งเรียกเงินเยียวยาภัยพิบัติเพลี้ยกระโดดคืนทั้งหมด โดยป.ป.ท.จะเข้าไปตรวจสอบซ้ำว่า หัวหน้าส่วนราชการได้ดำเนินการทางวินัยกับเจ้าหน้าที่หรือไม่
4.กรณีปลอมบัตรประชาชนหรือสวมชื่อลงบัตร ในอดีตเป็นเพียงการออกบัตรให้คนต่างด้าว แต่ปัจจุบันปัญหานี้ลุกลามไปถึงขั้นมีการสวมบัตรประชาชนให้กับผู้กระทำผิดคดีอาญาและผู้ต้องหาหลบหนีหมายจับ กรณีเช่นนี้หากเจ้าหน้าที่รัฐไม่เข้าไปเกี่ยวข้องจะทำได้ยากมาก และ 5.กรณีทุจริตงบประมาณของรัฐ ซึ่งป.ป.ท.จะทำงานให้บรรลุผลโดยเร็ว
หลังได้ร่วมประชุมกับบอร์ดป.ป.ท.และข้าราชการในสำนักงาน พูดกันชัดๆ เลยว่า "พายุกำลังจะมา เราต้องพร่องน้ำออกจากเขื่อนให้มากที่สุด" ป.ป.ท.พร้อมที่จะเร่งรัดการไต่สวนคดีค้างเก่าทั้งหมดให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อให้มีความพร้อมรับไต่สวนคดีที่จะเกิดขึ้นใหม่ แต่ต้องเข้าใจว่าการไต่สวนคดีต้องใช้เวลา คดีที่คั่งค้างจำนวนมากสะท้อนว่าเรามีปัญหาใหญ่ แต่มีกลไกเล็กๆ ในการจัดการกับปัญหา จึงจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากหัวหน้าส่วนราชการในการสอดส่องดูแล
ประยงค์ บอกว่า ป.ป.ท.ก่อตั้งมา 6 ปี มีเลขาธิการ 7 คน รัฐบาลจัดตั้งศูนย์ประสานงานป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ศปท.) ขึ้นในทุกกระทรวง แต่ 2 ปีที่ผ่านมา บางหน่วยงานยังหาบุคลากรเข้ามาทำงานไม่ได้ หลังจากนี้จะติดตามตรวจสอบและตั้งกรรมการวินัย คดีค้างเก่าต่างๆ เช่น การทุจริตจัดซื้อยาปราบศัตรูพืช (ภัยเพลี้ยกระโดด) ในภาคอีสาน คดีสำแดงราคานำเข้ารถยนต์ต่ำกว่าราคาจริง ซึ่งอดีตเลขาธิการป.ป.ท.เคยเสนอให้กรมศุลกากรตั้งกรรมการสอบวินัยข้าราชการ 108 คน
"ผมมีแนวคิดสร้างเครือข่ายสายลับประชาชน เพื่อเปิดช่องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแจ้งเบาะแสผ่านเว็บไซต์ ไลน์ หรือสร้างกลุ่มในโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่เข้าถึงง่าย จากเดิมที่มีเพียงสายด่วน 1206 เป็นการขยายช่องทางรับแจ้งเบาะแส โดยวางเป้าหมายต้องมีต้องมีเครือข่ายในทุกตำบล 9,000 ตำบล รวมเข้ากับเครือข่ายคนรุ่นใหม่ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ จะทำให้มีสายลับในการตรวจสอบและเฝ้าระวังการทุจริตคอร์รัปชันครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ"





