เวทีระดมความเห็นปฏิรูปประเทศไทยจากองค์กรท้องถิ่นเชียร์เลือกตั้งนายกฯโดยตรง หนุนการเมือง2พรรคใหญ่ เลือกผู้ว่าฯ
วานนี้ (5 ก.ค.) ที่ศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม คณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ และสถาบันพระปกเกล้า ได้ร่วมกันจัดสัมมนาเรื่อง "การปฏิรูปประเทศไทย : การเข้าสู่อำนาจและการตรวจสอบ" โดยมีตัวแทนหน่วยงานระดับท้องถิ่น 8 หน่วยงาน ได้แก่ ชมรมผู้ตรวจสอบภายในท้องถิ่น, นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.), นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.), นายกเทศมนตรีตำบล, กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน, ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.), สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย และสภาสังคมสงเคราะห์ จำนวนประมาณ 700 คน เข้าร่วมระดมความเห็น
ทั้งนี้ ในงานดังกล่าวได้แบ่งออกเป็น 12 กลุ่มย่อย และตอบแบบสอบถาม เรื่อง "คำถามเพื่อการปฏิรูป" จำนวน 5 ข้อ ได้แก่ 1.รูปแบบของรัฐสภาที่เหมาะสมกับประเทศไทย, วิธีการได้มาซึ่ง ส.ส. ส.ว. โดยขอให้เขียนอธิบายให้ชัดเจนว่าจะมาด้วยวิธีการเลือกตั้งหรือสรรหา ต้องสังกัดพรรคการเมืองหรือไม่ และวิธีการควบคุม ตรวจสอบ ลงโทษ ถอดถอนสมาชิกรัฐสภาจะทำอย่างไร 2.ถามถึงแนวคิดเกี่ยวกับการปฏิรูปพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่ต้องเป็นพรรคมหาชนที่ประชาชนมีส่วนร่วม มิใช่พรรคของบุคคลหรือคณะบุคคล
3.ถามถึงแนวคิดต่อการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง จะเหมาะสมกับการเมืองไทยในปัจจุบันหรือไม่ 4.ถามถึงแนวคิดต่อกระบวนการตรวจสอบ ถอดถอน และลงโทษนักการเมืองที่ยุติธรรมและมีประสิทธิภาพควรทำอย่างไร และ 5.ถามถึงความเห็นการเปลี่ยนชื่อเรียกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่มีหน้าที่ต่าง
จากผู้ว่าราชการจังหวัด หากคิดว่าควรเปลี่ยนชื่อ ควรเรียกผู้ว่าฯกทม.อย่างไร เพราะอะไร
ปลัด กห.ย้ำสภาปฏิรูปต้องทำงานเร็ว
พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ปลัดกระทรวงกลาโหม (กห.) ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปฯ กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า จากการรับฟังความเห็นภาคส่วนต่างๆ พบว่าการปฏิรูปการเมืองถือเป็นไฮไลท์สำคัญ รองลงมาคือการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน และปฏิรูประบบราชการ
"การปฏิรูปการเมืองที่เรียบเรียงได้มี 5-6 ข้อ หากสภาปฏิรูปมีประเด็นอื่นสามารถนำมาเติมได้ อย่ามัวแต่ถกเถียงกันมาก เพราะจะเสียเวลา และทำให้ คสช.อยู่นาน เมื่ออยู่นานก็มีคนรังเกียจ ก็จะเกิดความลำบากอีก ยอมรับว่า คสช.ไม่ใช่สิ่งที่น่ารักมากในระบอบประชาธิปไตย มีคนบอกว่าให้ คสช.อยู่ไปเลย 5-10 ปี แต่เราขออยู่ตามโรดแมพของหัวหน้า คสช.เท่านั้น" พล.อ.สุรศักดิ์ กล่าว
ทิ้งปริศนาไม่รู้เก้าอี้ ผบ.ทบ.ว่างหรือไม่
พล.อ.สุรศักดิ์ ยังกล่าวถึงการโยกย้ายนายทหารประจำปีว่า เป็นไปตามขั้นตอนปกติ ตนในฐานะปลัดกระทรวงกลาโหมจะเป็นผู้ทำกรอบเวลาของการปรับย้ายเหมือนทุกปี และทำบัญชีที่ว่าง-ทดแทน ส่วนแต่ละเหล่าทัพจะจัดทำบัญชี และคงจะมีการหารือร่วมกันกับคณะกรรมการปรับย้ายของกระทรวงกลาโหมในตำแหน่งที่มีการปรับย้ายข้ามเหล่าทัพ เชื่อว่ากระบวนการพิจารณาคงเกิดขึ้นช่วงที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแล้ว
ส่วนตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) จะว่างลงหรือไม่นั้น ปลัด กห. ตอบว่า "ไม่ทราบ" และเมื่อถามอีกว่า คสช.มีแนวคิดสืบทอดอำนาจต่อจากนี้หรือไม่ พล.อ.สุรศักดิ์ ปฏิเสธที่จะตอบ และกล่าวเพียงว่า ขอใช้อำนาจตามกรอบที่หัวหน้า คสช.กำหนดไว้แล้วในโรดแมพเท่านั้น
ท้องถิ่นเชียร์ "เลือกนายกฯ โดยตรง"
สำหรับบรรยากาศในงานสัมมนา ได้จัดกลุ่มให้ผู้ที่เข้าร่วมงานได้แสดงความคิดเห็นต่อแนวทางการปฏิรูปการเมืองใน 5 ประเด็น สรุปได้ดังนี้
1.รูปแบบและวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกรัฐสภา รวมถึงการตรวจสอบ ลงโทษ เสียงส่วนใหญ่สนับสนุนให้ใช้ระบบ 2 สภา คือ สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา เพื่อให้มีการตรวจสอบถ่วงดุล โดยได้เสนอแนะให้ทั้ง 2 สภาทำหน้าที่เฉพาะออกกฎหมาย โดย ส.ว.มีหน้าที่กลั่นกรอง ตรวจสอบ และแต่งตั้ง หรือสรรหาองค์กรอิสระ แต่ไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการพิจารณากฎหมายงบประมาณ นอกจากนั้นในการตรวจสอบสมาชิกรัฐสภา ต้องให้สิทธิ์ประชาชนมีส่วนร่วม
2.แนวทางปฏิรูปพรรคการเมืองให้เป็นพรรคมหาชนเสียงส่วนใหญ่ เห็นควรให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในพรรคการเมืองมากที่สุด และควรลดจำนวนพรรคการเมืองลงให้มีเพียง 2 พรรคใหญ่ หรือมีไม่เกิน 20 พรรคเท่านั้น ส่วนการตั้งพรรคการเมืองต้องให้มีประชาชนจำนวน 2 หมื่นคนมีส่วนร่วมด้วย
3.ความเหมาะสมต่อการเลือกตั้งนายกฯโดยตรงจากประชาชน ปรากฏว่าทุกกลุ่มแสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันคือ เห็นด้วยให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิเลือกนายกฯ ของตนเอง รวมถึงเพื่อให้นายกฯมีความเป็นอิสระ ไม่ต้องเกรงใจ ส.ส.หรือนายทุนพรรคการเมือง แต่จำกัดให้อยู่ในตำแหน่งไม่เกิน 2 วาระ
4.แนวทางที่ทำให้กระบวนยุติธรรมต่อนักการเมืองมีประสิทธิภาพ มีแนวคิดสำคัญ คือ ให้ใช้กระบวนการยุติธรรมปกติ แต่องค์กรที่ทำหน้าที่ต้องมีความเข้มแข็ง ทำงานตรวจสอบอย่างจริงจังและรวดเร็ว นอกจากนั้นยังเสนอให้เพิ่มกระบวนการตรวจสอบโดยประชาชน คือให้สิทธิ์ประชาชนจำนวน 15,000 รายชื่อยื่นตรวจสอบนักการเมืองได้ และให้ศาลยุติธรรมดำเนินการตรวจสอบด้วยความรวดเร็ว โดยใช้เวลาไม่เกิน 6 เดือน
5.การเปลี่ยนชื่อเรียกผู้ว่าฯกทม. โดยเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าควรเปลี่ยนให้เหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่ เช่น นายกเทศมนตรีนครบาลกรุงเทพฯ หรือนายกฯกรุงเทพฯ นอกจากนั้นได้มีการเสนอความเห็นให้มีการปฏิรูประบบการบริหารส่วนท้องถิ่นกับส่วนกลาง เพื่อให้การทำงานมีความสมดุล และมีการเสนอให้เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด หากมองว่าเป็นแนวทางที่จะปฏิรูปประเทศให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น และยุบ อบจ. เป็นต้น





