ลูกจ้างกทม.บุกร้องคสช.วันนี้ ปูดกทม.บีบคืนเงินหลักแสน หลังจนท.ทำบัญชีผิดพลาด สำนักคลังจี้ผ่อนชำระใน1ปี
นายรณรงค์ แก้วเพ็ชร์ หัวหน้าสำนักงานทนายความรณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ซีอีโอ บริษัทแอพพ์เดียสตูดิโอ จำกัด ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายลูกจ้างประจำกทม. กล่าวถึงกรณีที่ลูกจ้างกทม.ถูกเรียกรับเงินเดือนคืนหลักแสนบาท ว่า ในวันที่ 2 ก.ค. เวลา 09.00 น. ลูกจ้างกทม.หลายร้อยคน จะเดินขบวนจากลานพระบรมรูปทรงม้าไปยังสโมสรกองทัพบก เทเวศ เพื่อเรียกร้องต่อ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้ช่วยมาบรรเทาความเดือนร้อน กรณีลูกจ้างประจำกทม.ต้องแบกรับภาระหนี้สินคนละหลายแสน ภายหลังจากเมื่อ 3 ปีที่แล้ว กทม. ได้คำนวณอัตราเงินเดือนลูกจ้างกทม.ไม่ตรงกับกระทรวงการคลัง จึงมีคำสั่งจะเรียกเงินเดือนคืนจำนวนหลายแสนบาท ทั้งที่ลูกจ้างประจำกทม.ไม่ได้ทำอะไรผิด
นอกจากนี้ ที่ผ่านมากทม.ไม่เคยออกชี้แจงอะไร ถึงวันนี้ลูกจ้างประจำกทม. 500 กว่าคนขึ้นไป ต้องมียอดหนี้ที่ต้องคืนกทม.หลายแสนบาท ซึ่งกทม.ได้ทำหนังสือมาตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย.2557 ว่าหากลูกจ้างประจำไม่ยินยอมให้กทม.หักเงินเดือนจะมีการฟ้องร้องคดีตามมา โดยตั้งแต่ช่วงเดือนธ.ค.2556 ก็มีการปรับเงินเดือนลูกจ้างประจำกทม.ไปแล้วด้วย อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ลูกจ้างประจำกทม.ได้รวมตัวกันเพื่อไปยื่นฟ้องที่ศาลปกครองมาแล้วตั้งแต่เดือนมี.ค.2557 แต่ก็ทราบมาว่ามีการวิ่งเต้นให้ลูกจ้างประจำของกทม.ไปถอนฟ้อง แต่ทางลูกจ้างประจำก็ไม่ยอมจึงได้ไปขอให้สื่อมวลชนได้ช่วยเหลือ
"ยอดเงินมีปัญหา 30 กว่าล้านบาท ลูกจ้างต้องเป็นหนี้ทั้งที่เขาไม่ได้ทำอะไรผิด แต่วันนี้กทม.กลับมาบอกว่าถ้าไม่เซ็นต์ยินยอมให้หักเงินเดือนใครก็จะฟ้องร้องคดี แต่กทม.ไม่เคยออกมาชี้แจง บอกอย่างเดียวจะเอาเงินคืน พอถามว่ามีปัญหาตรงไหนเขาก็บ่ายเบี่ยง และไม่ยอมเปิดเผยคนที่ทำพลาดคือใคร " นายรณรงค์ กล่าว
ด้านนายโชติ เขียวจันทร์ ลูกจ้างกองโรงงานช่างกล สำนักการคลัง กทม. กล่าวว่า เมื่อปี 2553 ระบบข้าราชการได้เปลี่ยนจากระบบซีเป็นระบบแท่ง มีการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ แต่พอเดือนม.ค.2557 ก็มีหนังสือมาว่าคำสั่งคลาดเคลื่อน จนต้องให้ลดเงินเดือนและโบนัสต่างๆ ของลูกจ้างประจำกทม. และจะต้องเรียกคืนเงินตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2553 ทำให้ลูกจ้างรู้สึกว่าไม่ได้ทำอะไรผิด จึงรวมตัวไปร้องศาลปกครองตั้งแต่เดือนมี.ค. และเมื่อทางคสช.เปิดศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์จึงจะนำลูกจ้างประจำกทม.ไปร้องเรียนในวันพุธนี้
"คนทำต้องรับผิดชอบ ผมมันปลายเหตุแล้ว เหมือนบีบบังคับ เพราะหนังสือกำหนดให้เซ็นต์ใน 15 วัน ตั้งแต่ได้รับหนังสือตั้งแต่วันที่กลางเดือนมิ.ย. ถ้าไม่มีใครเซ็นต์ต้องยินยอมหักเงินเดือน กทม.จะดำเนินการตามกฎมหาย จึงขอให้คสช.ช่วยคุ้มครองชั่วคราว จนกว่าศาลจะตัดสินคดี เรื่องนี้ไม่มีการมาพูดคุย ออกหนังสือบีบอย่างเดียว คนเกษียณไปแล้วก็ต้องคืนเงิน"นายโชติ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในหนังสือสำนักการคลัง กทม.ได้ส่งมายังลูกจ้างประจำกทม. รายหนึ่ง ลงวันที่ 23 มิ.ย. เลขที่ กท 1306/3496 เรื่อง แจ้งให้คืนเงินที่ได้รับเกินสิทธิหรือได้รับไปโดยไม่มีสิทธิ ระบุข้อความตอนหนึ่งว่า ตามที่กรุงเทพมหานครได้ปรับเปลี่ยนตำแหน่งลูกจ้างประจำเข้าสู่ตำแหน่งลูกจ้างตามระบบใหม่ โดยมีการกำหนดอัตราค่าจ้างให้สอดคล้องกับการจัดระบบตำแหน่งตามที่กระทรวงการคลังกำหนดตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2553 และได้มีการเลื่อนขั้นค่าจ้างของลูกคัาประจำตามอัตราค่าจ้างดังกล่าวถึงปัจจุบัน แต่ปรากฎว่าเกิดการคลาดเคลื่อนของอัตราค่าจ้างในกรณีดังกล่าว ทำให้ท่านได้รับเงินเกินสิทธิหรือได้รับไปโดยไม่มีสิทธินั้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ต่อมาในหนังสือได้ระบุชื่อ ตำแหน่ง และเงินที่ทางลูกจ้างประจำกทม.ต้องคืนกทม. ต่อด้วยข้อความว่า ทั้งนี้ ขอให้ท่านส่งเงินจำนวนดังกล่าวที่ท่านได้รับเกินสิทธิหรือได้รับไปโดยไม่มีสิทธิคืนแก่กรุงเทพมหานครภายใน 15 วัน นับตั้งแต่ได้รับหนังสือฉบับนี้ หรือหากไม่สามารถส่งเงินคืนทั้งหมดได้โปรดติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อจัดทำหนังสือรับสภาพหนี้และขอผ่อนชำระหนี้ ที่หน่วยงานต้นสังกัดภายในกำหนด 15 วัน นับแต่ได้รับหนังสือฉบับนี้เช่นเดียวกัน หากไม่มาภายในระยะเวบากำหนดข้างต้นกรุงเทพมหานครจะต้องดำเนินคดีตามกฎหมายกับท่ายต่อไป
ขณะที่นายกฤษฎา ศิริพิบูลย์ รองผู้อำนวยการสำนักการคลัง ปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการสำนักการคลัง กล่าวว่า ความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นเกิดจากการเบิกขึ้นเงินเดือนประจำตำแหน่งมีข้อผิดพลาดที่เจ้าหน้าที่กองการเจ้าหน้าที่จากกองการเจ้าหน้าที่ ฝ่ายการลูกจ้างไปเทียบอัตราเงินบัญชีผิดพลาด ทำให้อัตราเงินเดือนผิดไป จากนั้นเมื่อมีการตรวจสอบพบข้อผิดพลาดก็ต้องออกคำสั่งใหม่ให้ถูกต้องตามกระทรวงการคลัง พร้อมยกเลิกคำสั่งเก่าไป ทำให้ลูกจ้างคนใดรับเงินเกินสิทธิก็ต้องเรียกเงินคืน โดยให้ลูกจ้างยินยอมรับสภาพหนี้และผ่อนชำระได้ หากไม่ยินยอมทางกทม.ก็จำเป็นต้องดำเนินคดี
นายกฤษฎา กล่าวต่อว่า ยอมรับว่าเกิดจากความผิดพลาดของกทม. ไม่ใช่ความผิดของลูกจ้าง แต่เงินส่วนนี้เป็นเงินของแผ่นดินจึงจำเป็นต้องเรียกคืนมา ซึ่งกทม.ก็อลุ่มอล่วยอย่างเต็มที่ให้ผ่อนชำระได้ไม่เกิน 10 ปี โดยหากลูกจ้างคนใดเสียชีวิตทายาทก็ต้องเป็นผู้ผ่อนชำระแทน ส่วนกรณีที่ลูกจ้างจะเดินทางไปคสช.ในวันพุธนี้ ก็อยากให้ทางคสช.เข้ามาดูว่าเกิดจากความผิดพลาดจริงๆ เป็นลาภที่ไม่ควรได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่กองการเจ้าหน้าที่ก็กำลังถูกตั้งกรรมการสอบสวนแล้ว อย่างไรก็ตาม กทม.ก็เห็นใจและเข้าใจลูกจ้าง เพราะบางคนนำเงินไปใช้จ่าย หรือนำไปก่อหนี้ แต่ทางกทม.ก็ขอให้ผ่อนชำระได้ ซึ่งขณะนี้ก็มีลูกจ้างบางคนทยอยติดต่อขอผ่อนชำระมาแล้ว
" กทม.เคยหารือกับทางลูกจ้างไปแล้วว่ากทม.จำเป็นต้องเรียกเงินคืน เพราะเป็นเงินของราชการ และกทม.ก็บอกไปว่าให้ผ่อนชำระ พร้อมจะไปคุยกับเจ้าหนี้ของลูกจ้างให้ โดยตั้งแต่เดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา กทม.ก็ได้ส่งหนังสือถึงลูกจ้างกทม.แล้ว และคงขยายเวลาติดต่อเพิ่มจาก 15 วันไม่ได้ เพราะทราบมาว่าอายุความในการฟ้องมีไม่เกิน 1 ปีหลังจากทราบเหตุแห่งการจ่ายเงินผิดพลาด โดยจะครบวันที่ 16 ก.ค.นี้ หากใครที่ไม่ติดต่อผ่อนชำระกทม.ก็จำเป็นต้องรีบฟ้อง " นายกฤษฎา กล่าว





