วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชี้ยธ.ปัญหาหน่วยงานทำงานไม่สอดคล้องกัน

"คณิต"ปธ.คปก.เผยปัญหากระบวนการยุติธรรมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานไม่สอดคล้องกัน ลั่นกม.ดีแต่อยู่ที่การปฏิบัติ

ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดงานเสวนา เรื่อง เหลียวหลังแลหน้าการอภิวัฒน์กระบวนการยุติธรรม เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปี แห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ และนายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ร่วมเสวนา

นายคณิต กล่าวว่า ปัญหาของกระบวนการยุติธรรม คือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้ทำงานสอดคล้องกัน ดังนั้นการอภิวัฒน์ควรต้องทำให้เกิดประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่าย สำหรับตัวอย่างของการทำงานในกระบวนการยุติธรรมที่ทำให้เปลืองเงินภาษีรัฐ คือ การฟ้องคดีของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยไม่ได้ทำงานร่วมกับอัยการ ด้วยเหตุที่ไม่เชื่อถืออัยการจึงทำให้เป็นปัญหาในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามตนทราบว่าคดีที่อยู่ในชั้นการพิจารณาของป.ป.ช.นั้นขาดอายุความจำนวนมาก โดยไม่สามารถหาใครรับผิดชอบได้ ทั้งนี้ในกระบวนการยุติธรรมต้องยึดถือความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นสำคัญ ซึ่งในประเทศญี่ปุ่นนั้นได้ใช้หลักยุติธรรมเป็นฐานการพัฒนาประเทศทุกด้าน อาทิ สังคม เศรษฐกิจ และการเมือง แต่ประเทศไทยไม่ได้ให้ความสนใจในกระบวนการยุติธรรมที่เข้มแข็ง มีประสิทธิภาพในการบังคับใช้ และสามารถคุ้มครองสิทธิของบุคคล จึงทำให้กระบวนการยุติธรรมเป็นที่หากินของนายประกันอาชีพ

"กฎหมายของประเทศไทยดี แต่ปัญหาอยู่ที่การปฏิบัติ ที่บอกว่ามีหลายมาตรฐานอย่างที่กล่าวหาผ่านมานั้น ส่วนตัวผมเองมองว่าไม่มีมาตรฐานมากกว่า ส่วนการตรวจสอบเจ้าพนักงานต้องทำให้เป็นภาวะวิสัยและมีเอกภาพ เรามีองค์กรยุติธรรม แต่ไม่ให้ความร่วมมือกัน ทำให้การลงโทษผู้ที่ผิดไม่สามารถดำเนินการได้ อย่างไรก็ตามที่กล่าวหาว่าคนไม่ดี นักกฎหมายไทยไม่ดี ดังนั้นจึงอยู่ในความรับผิดชอบของสถาบันการศึกษา ที่ต้องพิจารณา นอกจากนั้นส่วนตัวมองว่าระบบยุติธรรมของไทยสามารถทำให้ประเทศสงบได้ แต่ที่ผ่านมามีเหตุความไม่สงบ เพราะระบบยุติธรรมของประเทศไทยยังไม่มีความเป็นธรรม" นายคณิต กล่าว

ด้านนายวสันต์ กล่าวว่า สิ่งที่เป็นปัญหาของกระบวนการยุติธรรม คือ ความล่าช้าของการทำคดีและการพิพากษา รวมไปถึงองค์ความรู้ของคณะผู้พิพากาษา อย่างกรณีคดีที่เกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ที่บางคดีสำนวนการสอบสวนมีไม่มาก แต่ต้องใช้เวลาพิจารณาก่อนตัดสินนานเนื่องจากขาดองค์ความรู้ ส่วนในกรณีที่มีการระบุว่าในระบบยุติธรรมของประเทศไทยไม่ควรให้ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงนั้น ตนมองว่าหากไม่ให้ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงจะเป็นอันตรายมาก เพราะในปัจจุบันระบบการสอบเป็นอัยการ หรือ ผู้พิพากษาที่มีความยาก และต้องใช้เวลาอ่านหนังสือเพื่อเตรียมตัวนานนับปี โดยผู้พิพากษาบางคนกว่าจะสอบได้ มีอายุเกือบ 50 ปีแล้ว แต่ปัจจุบันพบว่าเด็กที่เรียนเก่งสามารถสอบได้ในเวลารวดเร็ว จึงได้รับคำเรียกว่าคุณหนู เพราะทำอะไรไม่เป็น โดยวงการยุติธรรมไทยพบอัยการเพศหญิงสอบได้มากกว่าเพศชาย ทำให้การทำงานในบางคดีมีการใช้ความรู้สึกส่วนตัวเข้าไปในการพิจารณา

"มีประเด็นเมื่อเร็วๆ นี้จะมีการเพิ่มจำนวนตุลาการศาลฎีกา ซึ่งผมเป็นห่วงมาก และขอยกตัวอย่างว่าที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ศาลฎีกาทำหน้าที่เหมือนศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีผู้พิพากษาจำนวน 9 คน โดยในการพิจารณารับคดี เพียงแค่เสียง 4 ใน 9 ก็สามารถพิจารณาได้ โดยปัจจุบันศาลของสหรัฐฯมีเรื่องเข้ามา 8,000 - 9,000 เรื่อง แต่พิจารณารับคดีเพียง 80-90 เรื่องเท่านั้น ดังนั้นไม่ต้องห่วงว่าเรื่องเหล่านี้จะแก้ปัญหาไม่ได้ สิ่งที่เป็นปัญหาติดขัดก็ต้องแก้ไข มีสิ่งใดประณีประนอมกันบ้าง ประเด็นเรื่องคดีความค้างศาล หากไม่รู้จักการบริหารจัดการ ที่มีวิธีการเยอะ แต่หากติดว่าจะทำอย่างไรก็จะทำอย่างนั้น จะทำให้เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงและแก้ไขยาก"นายวสันต์ กล่าว

นายวสันต์ กล่าวด้วยว่า การเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 2 ก.พ. ที่ผ่านมาที่ไม่สามารถดำเนินการได้ ต้องยอมรับว่ามีคนขัดขวาง ทั้งนี้มีคนถามว่าเป็นความผิดของใคร มีบางคนกล่าวโทษคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่ตนมองว่า กกต. ไม่ใช่พนักงานรักษาความสงบ หรือ เทศกิจ หรือตำรวจที่จะไปดูแลได้ อีกทั้ง กกต. ไม่สามารถสั่งทหาร ตำรวจ หรือผู้ว่าราชการจังหวัดได้ ดังนั้นคนที่มีอำนาจคือ เจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องทำ แต่ไม่ทำ จึงทำให้เกิดเหตุการแข็งขืน ดังนั้นตนมองว่าองค์กรยุติธรรมไม่สามารถกำกับดูแลบ้านเมืองได้ ยกเว้นแต่มีคดีเข้ามา