วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ดัชนีคอร์รัปชันกระเตื้องยอดหัวคิวเหลือ15-25%

ดัชนีคอร์รัปชันกระเตื้อง ยอดหัวคิวเหลือ15-25% หลังมาตรการ คสช.เข้มงวด คาดดีต่อเนื่องถึงปีหน้า

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยร่วมกับหอการค้าไทย ได้เผยแพร่ดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทย (CSI) ที่จัดทำทุก 6 เดือน เพื่อเป็นสถานการณ์ชี้วัดระดับความรุนแรงของการคอร์รัปชันไทย โดยล่าสุดสำรวจในเดือนมิ.ย. จำนวน 2,400 ตัวอย่าง เป็นประชาชน 52.2% ผู้ประกอบการภาคเอกชน 23.6% ข้าราชการ 24.2% นั้น

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทยครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย.) อยู่ที่ 46 จาก 100 คะแนนเต็ม เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบครึ่งปีหลังของปีที่ผ่านที่มีการสำรวจในเดือนธ.ค. ปี 2556 ที่ดัชนีคอร์รัปชันอยู่ที่ 39 คะแนน ถือว่าเป็นสถานการณ์ที่ดีขึ้นในทุกหมวด

ทั้งด้านความรุนแรงในการคอร์รัปชัน ที่เพิ่มเป็น 39 คะแนน จาก 30 คะแนน ดัชนีป้องกันการคอร์รัปชัน ที่เพิ่มเป็น 46 คะแนน จาก 41 คะแนน ดัชนีการปราบปรามคอร์รัปชัน เพิ่มขึ้นเป็น 48 จาก 44 และดัชนีการสร้างจริยธรรมและจิตสำนึก ที่เพิ่มเป็น 51 คะแนน จาก 47 คะแนน

“สถานการณ์การคอร์รัปชันที่ดีขึ้นนี้ เป็นผลมาจากนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีมาตรการเอาจริงในด้านการปราบปรามการทุจริต การเล่นพนัน การจัดระเบียบวินมอเตอร์ไซค์ เป็นต้น ทำให้เกิดความกลัวในกลุ่มราชการผู้ประกอบการ และประชาชน ทั่วไป ซึ่งคาดว่าหากคสช.ให้ความเข้มงวดในเรื่องนี้ต่อไป จะส่งผลให้การคอร์รัปชันในปีหน้าอยู่ในสถานการณ์ที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมั่นใจว่าการจัดอันดับการคอร์รัปชันของธนาคารโลกในปี 2558 นี้ ไทยจะอยู่ในอันดับที่ดีกว่านี้ ที่อยู่ในลำดับที่ 88 จาก 177 ประเทศ“ นายธนวรรธน์ กล่าว

ลดค่าหัวคิวเหลือ 15-25%

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ความเสียหายของการทุจริตการคอร์รัปชัน ประเมินจากงบประมาณประเภทการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยราชการ พบว่าในปีนี้ เปอร์เซ็นต์เงินเพิ่มพิเศษของข้าราชการ ที่ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจกับภาครัฐจะต้องจ่ายเงินเพิ่มพิเศษแก่ข้าราชการ นักการเมืองที่ทุจริตเพื่อให้ได้สัญญาเฉลี่ยอยู่ที่ 15-25% ของวงเงิน 1 ล้านล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับการสำรวจในปี 2553-2556 ที่ผู้ประกอบการจะต้องจ่ายให้กับข้าราชการ มากถึง 25-35% ส่งผลดีต่อผลผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ หรือจีดีพี ประมาณ 0.5-0.7% หรือประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้ถึง 1 แสนล้านบาท โดยการลดเรียกรับเงินสินบนทุก 1% ส่งผลให้การคอร์รัปชันลดลง 10,000 ล้านบาท

“ การให้สินบนกับราชการและนักการเมืองยังมีอยู่ แม้ว่าโดยเฉลี่ยจะมีอัตราที่ลดลง แต่จากการสำรวจพบว่า บางโครงการมีการเรียกเก็บสินบนมากถึง 50-70% ถือเป็นปริมาณที่สูงมาก หากย้อนไปในช่วงปี 2546 การทุจริตในลักษณะดังกล่าวยังไม่รุนแรงเท่านี้ โดยมีการเรียกเก็บสินบนที่ 10% ของมูลค่าโครงการเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การเอาจริงเอาจังของ คสช. ก็หวังว่าจะส่งผลให้การทุจริตเหล่านี้ปรับลดลงได้ และน่าจะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว" นายธนวรรธน์ กล่าว

เสนอลงโทษรุนแรงคอร์รัปชัน

ทั้งนี้ การสำรวจพบว่ามีกลุ่มที่ต้องการให้ใช้มาตรการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ด้วยการปรับปรุงและแก้ไขกฎหมาย ให้มีบทลงโทษต่อผู้กระทำความผิดอย่างหนักและรุนแรง เช่น ออกจากราชการ ยึดทรัพย์ จำคุกตลอดชีวิต ประหาร พร้อมทั้งดำเนินการอย่างจริงจังและเคร่งครัด สูงสุดถึง 87.6% ให้ภาคประชาชน เอกชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชันมากขึ้น หรือจัดตั้งหน่วยงานการตรวจสอบโดยภาคประชาชน ปลูกจิตสำนึกและสร้างเสริมคุณธรรม จริยธรรมให้กับข้าราชการ นักการเมือง ประชาชน และเยาวชนในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน

ควรมีการเปิดเผยข้อมูลโครงการต่างๆ อย่างโปร่งใส ชัดเจน และต่อเนื่อง เช่นการให้ข่าวสารต่างๆ มาตรฐานขั้นตอนการทำงาน การจัดซื้อจัดจ้าง การใช้งบประมาณ พร้อมทั้งสามารถตรวจสอบการทำงานของข้าราชการและนักการเมือง สนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแจ้งเบาะแสการทุจริต พร้อมทั้งช่องทางหรือจุดรับเรื่อง ร้องเรียนให้มากขึ้น และมีกฎหมายคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส รณรงค์ ประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อต่างๆ แก่ประชาชนให้ทราบถึงองค์ความรู้ สถานการณ์และผลกระทบของการทุจริตคอร์รัปชัน

ชี้ก.ม.เปิดช่องใช้ดุลยพินิจเอื้อทุจริต

นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า จากการสำรวจ 2,400 ตัวอย่าง พบว่า ส่วนใหญ่ 54% มองว่าความรุนแรงของปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในปัจจุบันมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น สาเหตุสำคัญมาจากกฎหมายเปิดโอกาสให้สามารถใช้ดุลยพินิจที่เอื้อต่อการทุจริตได้มากที่สุด รองลงมาคือ กระบวนการทางการเมืองขาดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ยาก ความไม่เข้มงวดของการบังคับใช้กฎหมายและกฎระเบียบ และการปฏิบัติที่ขาดจริยธรรมของบริษัท

ทั้งนี้ รูปแบบการทุจริตคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นบ่อยในสังคมไทยพบว่า 20.8% เป็นการให้สินบน ของกำนัลหรือรางวัลต่างๆ รองลงมาคือ การจ่ายเงินเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ภายหลัง 13.8% การเอื้อประโยชน์แก่ญาติและพรรคพวก 13.7% การใช้ตำแหน่งทางการเมืองเอื้อประโยชน์แก่พรรคพวก 13.2% และการทุจริตเชิงนโยบาย โดยผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 9.2%

“จากการสำรวจพบว่าทัศนคติและจิตสำนึกต่อการทุจริตคอร์รัปชันของคนไทยมีการปรับตัวดีขึ้นมาก เพราะส่วนใหญ่ตอบว่ายอมรับไม่ได้กับการทุจริตคอร์รัปชัน และจะไม่ทนต่อการคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี” นางเสาวณีย์ กล่าว

ความเชื่อมั่นป.ป.ช.เพิ่มสูงขึ้น

ขณะเดียวกัน ผลสำรวจยังพบว่าประชาชนให้ความเชื่อมั่นต่อประสิทธิภาพการทำงานในการต่อต้านการคอร์รัปชันของ ป.ป.ช.และองค์อิสระต่างๆ เพิ่มขึ้น โดยอยู่ที่ 5.2 คะแนนเต็ม 10 จากเดือนธ.ค. 2556 ที่ได้ 4.6 คะแนน ขณะที่ความเชื่อมั่นต่อการทำงานของสมาคมภาคธุรกิจต่างๆ อยู่ที่ 5.25 คะแนน เพิ่มขึ้นจาก 5.08 คะแนน ความเชื่อมั่นต่อผู้ประกอบการอยู่ที่ 5.10 คะแนน จาก 5.07 คะแนน ความเชื่อมั่นต่อสื่อมวลชนอยู่ที่ 5.54 จาก 5.49 คะแนน และความเชื่อมั่นต่อภาคประชาชน อยู่ที่ 5.70 จาก 5.64 คะแนน