ดร.สติธร วิเคราะห์ ปชต.ในประเทศกำลังพัฒนา ทำไมมีแนวโน้มเดินหน้า?
บทความชุด "บนเส้นทางหวนคืนสู่ประชาธิปไตย" ตอนที่ 2 ของ ดร.สติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการจากสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า ในวาระ 82 ปี 24 มิถุนาฯ 2475 วันเปลี่ยนแปลงการปกครอง
การศึกษาในอดีตเกี่ยวกับประชาธิปไตยในประเทศกำลังพัฒนา มักยืนยันข้อมูลตรงกันว่าประชาชนในประเทศเหล่านี้มีความสนใจทางการเมือง (political interest) ในระดับต่ำ และไม่รู้สึกว่าตัวเองมีความสามารถทางการเมือง (political efficacy)
งานวิจัยที่เก่าแก่และถูกอ้างอิงถึงมากที่สุดเล่มหนึ่ง คือ หนังสือชื่อ No Easy Choice: Political Participation in Developing Countries ของ แซมมวล ฮันติงตัน (Samuel Huntington) และ โจอัน เนลสัน (Joan Nelson) ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1976 ที่ค้นพบว่าประชาชนที่ยากจนในประเทศกำลังพัฒนาทั้งที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองและชนบทมักจะไม่กระตือรือร้นที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมือง เนื่องจากประชาชนกลุ่มนี้ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ในประเทศกำลังพัฒนามักมองว่าการเมืองเป็นเรื่องไกลตัว และไม่เกี่ยวข้องกับความห่วงกังวลขั้นพื้นฐานของพวกเขาซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการมีงานทำ การมีอาหารเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง และการมียารักษาโรคเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย
การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในประเทศกำลังพัฒนาสำหรับฮันติงตันและเนลสัน จึงเป็นไปในลักษณะที่ประชาชนถูกระดม (mobilized participation) โดยผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ เช่น ผู้นำชุมชน หัวหน้าเผ่า ผู้นำทางจิตวิญญาณ เป็นต้น ไม่ใช่การมีส่วนร่วมที่เกิดจากการตัดสินใจของประชาชนเอง
อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยชิ้นใหม่ๆ เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในประเทศกำลังพัฒนา (ยากจน) ทั่วโลก ได้ค้นพบหลักฐานที่ค่อนข้างสอดคล้องกันว่าค่านิยมและพฤติกรรมทางการเมืองของคนยากคนจนในประเทศกำลังพัฒนาได้เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว
หนังสือ Poverty, Participation, and Democracy: A Global Perspective ของ อนิรุธ กฤษณะ (Anirudh Krishna) และคณะ นับว่ามีความโดดเด่นทั้งในแง่การตั้งคำถามการวิจัยที่ท้าทายต่อความรู้ความเข้าใจเดิมเกี่ยวกับการสนับสนุนต่อระบอบประชาธิปไตยของคนยากคนจน (โดยเฉพาะในประเทศที่ยังมีฐานะทางเศรษฐกิจไม่ดีนัก) และในแง่การบูรณาการผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่มีความหลากหลายครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างจาก 3 ทวีป ได้แก่ เอเชีย แอฟริกา และอเมริกาใต้
ข้อค้นพบของหนังสือเล่มนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า คนจนในประเทศกำลังพัฒนาไม่ได้ให้คุณค่าแก่ประชาธิปไตยด้อยไปกว่าคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าในประเทศเดียวกันแต่อย่างใด ความศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตยของคนจนๆ มีเท่าๆ กับพลเมืองอื่นๆ และการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมืองของคนจนก็ไม่ได้แตกต่างจากคนกลุ่มอื่นๆ ในสังคมเดียวกันมากนัก
ในกรณีของประเทศในทวีปแอฟริกา 15 ประเทศ ซึ่งวิเคราะห์ผลโดย ไมเคิล แบรตตัน (Michael Bratton) ในบทที่ 2 ยืนยันว่าในแง่ทัศนคติต่อประชาธิปไตย ประชาชนในทุกระดับฐานะทางเศรษฐกิจแทบจะไม่มีความแตกต่างกันในทัศนะที่มีต่อค่านิยมพื้นฐานของประชาธิปไตย ในเรื่องการอดทนรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างกันของผู้อื่น (political tolerance) สำนึกรับผิดชอบทางการเมือง (political accountability) และความเท่าเทียมกันทางการเมือง (political equality) ความเข้าใจแบบเดิมว่าคนจนในแอฟริกามีความยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยน้อยกว่าคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่า สำหรับแบรตตันจึงไม่มีเหตุผล
เมื่อพิจารณาในแง่พฤติกรรม ปรากฏว่าคนจนในแอฟริกามีแนวโน้มที่จะออกไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งมากกว่าคนรวย และคนจนมีความตื่นตัวที่จะเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองในช่วงที่มีการเลือกตั้งมากกว่าประชาชนกลุ่มอื่นๆ เสียอีก
อย่างไรก็ตาม แบรตตันไม่ได้มองว่าอิทธิพลทางการเมืองของความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์จะหมดไปแล้วในสังคมแอฟริกา แต่แบรตตันเชื่อว่ารูปแบบและผลกระทบของความสัมพันธ์ดังกล่าวต่อการเมืองกำลังเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ความเป็นพลเมืองในสังคมประชาธิปไตย (democratic citizenship) ได้มีการริเริ่มวางรากฐานในสำนึกของคนแอฟริกาบ้างแล้ว และมีแนวโน้มที่จะค่อยๆ พัฒนาดีขึ้นในระยะยาว
สอดคล้องกับข้อค้นพบของกฤษณะ ในบทที่ 3 ที่พบว่าคนอินเดียในชนบทไม่ว่าจะมีฐานะยากจนหรือร่ำรวยต่างก็แสดงการสนับสนุนต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างแข็งขันแทบจะไม่แตกต่างกัน ยิ่งไปกว่านั้นปัจจัยเรื่องฐานะทางเศรษฐกิจของคนอินเดียก็ไม่มีผลต่อระดับการมีส่วนร่วมและความรู้สึกมีความสามารถทางการเมือง
เช่นเดียวกับกับผลการศึกษา จอห์น บูธ (John Booth) และ มิตเชล เซลิกสัน (Mitchell Seligson) ในบทที่ 4 ในกรณีของประเทศในแถบลาตินอเมริกา 8 ประเทศ ได้ยืนยันข้อมูลระดับบุคคล (individual-level) และระดับชาติ (national-level) ว่าไม่มีความแตกต่างกันระหว่างคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่า กับคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจด้อยกว่าในการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองผ่านกิจกรรมต่างๆ
ข้อค้นพบของ อนิรุจ กฤษณะ และคนอื่นๆ ดังที่กล่าวมา สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาของระบอบประชาธิปไตยที่ยังไม่มั่นคงและหยั่งรากฝังลึกในประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศนั้น แท้ที่จริงแล้วอาจมิได้เป็นเพราะความยากจนยังมีอยู่และกระจายตัวอย่างกว้างขวางในประเทศเหล่านั้น เนื่องจากฐานะทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันของประชาชนไม่ใช่คำอธิบายที่ทรงพลังสำหรับการมีทัศนคติและการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่แตกต่างกันของประชาชนในประเทศกำลังพัฒนาอีกต่อไป
หัวใจหลักของประชาธิปไตยอีกประการหนึ่งจึงมีนัยยะของการจำกัดอำนาจทางการปกครองเพื่อมาให้ความสำคัญกับเสรีภาพและความเท่าเทียมกันของปัจเจกบุคคลในอันที่จะกำหนดแนวทางของชีวิตของตนเอง นั่นคือ ประชาชนควรจะมีความพอใจกับสิทธิที่เท่าเทียมกันในกรอบและโอกาสที่ให้แก่พวกเขา ตราบใดที่ไม่ไปละเมิดสิทธิของผู้อื่น
สิ่งที่กำลังท้าทายระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยในปัจจุบันก็คือ การสร้างระบบการปกครองที่ยอมรับว่าสิทธิของปัจเจกบุคคลมิใช่สิ่งที่คอยคุกคามความมั่นคงแห่งรัฐหรือสังคม หากแต่สิทธิของปัจเจกบุคคลนั้นถือเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างสิ่งที่เรียกว่า "ผลประโยชน์ร่วมกัน" อันเป็นรากฐานของประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและยั่งยืน





