วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สอบโปรเจคใหญ่สภาฯงบหมื่นกว่าล้าน

คตร.คาใจงบสร้างรัฐสภาใหม่-ที่พักจนท. "กล้านรงค์"ปลื้มคสช.เข้มปราบทุจริต ชี้ปปช.มีกม.เอาผิดเอกชนอยู่แล้ว

คณะกรรมการตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐ (คตร.) ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ยังคงเดินหน้าตรวจสอบโครงการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าการลงทุนเกิดกว่า 1,000 ล้านบาทอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้เข้าตรวจสอบโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ที่มีมูลค่ากว่า 1,5000 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ธนาคาร เกิดในมงคล ผู้อำนวยการสำนักงานตรวจสอบภายในทหารบก ในฐานะประธานอนุกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐ(คตร.) ด้านการเงินและการเบิกจ่าย และ พล.ต.รณชัย มัญชุสุนทรกุล เจ้ากรมจเรทหารบก ประธานอนุกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ ด้านการพัสดุและการจัดซื้อจัดจ้าง ได้เข้าหารือและขอรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณและโครงการของรัฐสภา โดยมีนายจเร พันธุ์เปรื่อง รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร รักษาราชการแทนเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และนางนรรัตน์ พิมเสน รองเลขาธิการวุฒิสภา รวมถึงผู้บริหารของสำนักงาน ให้รายละเอียดและชี้แจง เมื่อวานนี้ (23 มิ.ย.)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจเร และนางนรรัตน์ ได้ชี้แจงถึงผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติราชการสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2557 ด้านการพัสดุและการจัดซื้อจัดจ้าง โดยทาง คตร.ให้ความสนใจและสอบถามรายละเอียดโครงการที่มีการใช้งบประมาณเกิน 1,000 ล้านบาท คือ โครงการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ และโครงการสวัสดิการก่อสร้างอาคารที่พักของเจ้าหน้าที่รัฐสภา

อย่างไรก็ตาม การชี้แจงรายละเอียดดังกล่าว ยังมีข้อมูลที่คตร.ต้องการรับทราบเพื่อนำไปประกอบการพิจารณา จึงได้ร้องขอให้สำนักงานเลขาธิการสภาฯ จัดหาห้องเพื่อให้ทำงานด้วย เบื้องต้นทางสภาฯ ได้จัดพื้นที่ของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ อาคารกษาปณ์ ถนนประดิพัทธ์ ไว้รับรอง

สำหรับโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ คณะรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้มีมติอนุมัติโครงการและงบประมาณก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ บริเวณพื้นที่ราชพัสดุ ถนนทหาร เกียกกาย เขตดุสิต กทม. โดยเป็นงบประมาณทั้งสิ้นกว่า 15,000 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่พร้อมอาคารประกอบจำนวน 11,000 ล้านบาท งานสาธารณูปโภค งานประกอบอาคารและงานภายนอกอาคาร 586 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอีก 3,000 ล้านบาท

โดยเมื่อวันที่ 30 เม.ย.2556 ได้มีพิธีลงนามในสัญญาจ้างก่อสร้างระหว่างนายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการสภาฯ และบริษัทซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริง แอนคอนตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) ซึ่งเป็นอาคารขนาดใหญ่พื้นที่ใช้สอย 424,311 ตารางเมตร เนื้อที่ 123 ไร่ เพื่อรองรับการปฏิบัติงานตามภารกิจของรัฐสภา ส.ส. ส.ว.กรรมาธิการ ข้าราชการ ลูกจ้าง และบุคคลในวงงานรัฐสภา หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ใช้เวลาก่อสร้าง 900 วัน

ปชป.บุกปปช.ทวงถามคดีสภา

วันเดียวกัน ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส. บัญชีรายชื่อ และ นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ได้เข้ายื่นหนังสือต่อ ประธาน ป.ป.ช.เพื่อทวงถามความคืบหน้าการไต่สวนคดีทุจริตของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ โดยมีนายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการป.ป.ช.เป็นผู้รับหนังสือ

นายวัชระ กล่าวว่า ตามที่ป.ป.ช.ได้รับหนังสือร้องเรียนในกรณีดังกล่าว โดยมีข้อสงสัยว่า นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาฯ และ นายสุวิจักขณ์ เป็นผู้เกี่ยวข้องและมีส่วนในการจัดซื้อจัดจ้างหลายโครงการ ซึ่งตนและนายวิลาศ ได้ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบเรื่องดังกล่าว แต่ปรากฏว่าเวลาล่วงเลยมาพอสมควรแล้ว จึงขอสอบถามว่ากรณีดังกล่าวได้ดำเนินการถึงขั้นตอนใด และจะมีการตั้งอนุกรรมการไต่สวนเรื่องนี้เมื่อใดด้วย

ด้านนายวิลาศ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ทราบว่าทาง ป.ป.ช.ได้มีการเรียกให้ทางสำนักงานเลขาธิการสภาฯ นำเอกสารที่เกี่ยวข้องมาประกอบการสืบสวน แต่ปรากฏว่ามีการส่งเอกสารไม่ครบถ้วน และมีข้าราชการบางส่วนถูกโยกย้ายไป โดยได้นำหลักฐานเอกสารสำคัญออกไปด้วย

นอกจากนี้ นายสุวิจักขณ์ ซึ่งถูกคำสั่งของ คสช.ให้พ้นจากตำแหน่งจากเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วนั้น ปรากฏว่ายังทำงานอยู่ในรัฐสภา โดยอ้างความเป็นผู้จัดการสโมสรรัฐสภา และยังมีลิ่วล้อของนายสุวิจักขณ์ได้ออกมาพูดว่าอีก 2-3 เดือน ก็จะกลับมาในตำแหน่งเดิม ทำให้ข้าราชการมีความหวาดกลัวไม่กล้าส่งเอกสารให้ ป.ป.ช.

อีกทั้งยังมีการอ้างว่าจะต้องตั้งคณะอนุกรรมการข้อมูลข่าวสารของสภาฯ ทำให้มีความล่าช้า ซึ่งตนเห็นว่าทางป.ป.ช.มีอำนาจในการออกมาตรการและคำสั่งที่เร่งรัดให้หน่วยงานราชการสามารถส่งออกเอกสารที่เกี่ยวข้องได้ จึงขอให้ ป.ป.ช.ได้ใช้อำนาจดังกล่าวอย่างรวดเร็วและเคร่งครัดด้วย

นายสรรเสริญ กล่าวว่า ป.ป.ช.ได้ดำเนินการตรวจสอบเรื่องดังกล่าว โดยให้เจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบ ว่ามีมูลอย่างไร ก่อนที่จะตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน ทั้งนี้ยืนยันว่าป.ป.ช.ไม่ได้ดำเนินการเรื่องนี้ล่าช้าแต่อย่างใด

"กล้านรงค์"ชมคสช.เข้มปราบทุจริต

ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ได้แถลงข่าวความพร้อมการจัดงาน “บทบาทสื่อกับการตรวจสอบคอร์รัปชันในสังคมไทย” ในโอกาสครบรอบ 17 ปี สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ

นายจักรกฤษณ์ เพิ่มพูล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวว่า งานดังกล่าวจะจัดขึ้นในวันที่ 4 ก.ค.นี้ ที่โรงแรมเดอะสุโกศล โดยการจัดงานดังกล่าวขึ้นถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเน้นย้ำถึงการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในการร่วมตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน ทั้งนี้ที่ผ่านมาสื่อมวลชนมีการนำเสนอข่าวที่เกี่ยวกับการทุจริตในมุมที่เต็มไปด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ แต่กลับให้ความรู้น้อยมาก และมีการตรวจสอบการคอร์รัปชันน้อยกว่าที่ควรเป็น

นอกจากนี้ สื่อมวลชนยังได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ ทั้งงบประมาณการโฆษณาของภาครัฐ การรับงบประมาณจากภาครัฐในการจัดทำกิจกรรมทางการการตลาด หรือการจัดอีเวนท์ ฉะนั้นบทบาทที่สำคัญของสื่อมวลชนไม่ได้ปรากฏชัดเจนภายใต้บรรยากาศสังคมธรรมาภิบาล เราจะต้องเริ่มรณรงค์การสร้างจิตสำนึกของประชาชนในการป้องกันการทุจริตในสังคมไทย

ด้านนายกล้านรงค์ จันทิก อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) กล่าวว่า สื่อมวลชนถือเป็นกลไกหนึ่งที่สำคัญในการปราบปรามคอร์รัปชัน เพราะหลายเรื่องที่ป.ป.ช.เข้าไปตรวจสอบได้ ก็มาจากการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน ขณะเดียวกันสื่อมวลชนก็มีส่วนช่วยในการป้องกันปัญหาการคอร์รัปชันได้เช่นกัน

นายกล้านรงค์ ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการปฏิรูปกฎหมายปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 ยังสามารถใช้ได้ แต่คงต้องมีการอุดช่องโหว่ในหลายประเด็น ซึ่งคณะกรรมการป.ป.ช.ยังสามารถใช้กฎหมายต่าง ๆ ที่มีอยู่ในการทำงานได้

เพราะพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ให้อำนาจหน้าที่กับ ป.ป.ช.ในการตรวจสอบด้านธุรกรรมทางการเงิน แต่ ป.ป.ช.ยังมีปัญหาเรื่องอัตรากำลังคนทำหน้าที่ในสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัด(ป.ป.จ.) ทั่วประเทศ ซึ่งกำหนดไว้ให้มีอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ 1,700 กว่าอัตรา แต่ขณะนี้ป.ป.จ.มีกำลังคนประมาณ 500 อัตรา ขณะที่สำนักงาน ป.ป.ช.เองก็ยังขาดบุคลากรจำนวนมากเช่นกัน

นายกล้านรงค์ กล่าวว่า การแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันไม่ได้อยู่ที่กฎหมายหรือการปราบปรามเท่านั้น แต่อยู่กับการป้องกันและสร้างจิตสำนึกให้กับประชาชน ซึ่งขณะนี้ประชาชนทุกระดับมีความตื่นตัวและมีความตระหนักมากขึ้นต่อปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน และทาง คสช.มีนโยบายเข้มข้นในการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน ดังนั้นคิดว่าตอนนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะสร้างความรู้สึกของประชาชนให้เป็นแนวร่วมในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ขณะเดียวกันสื่อมวลชนมีความสำคัญอย่างมากในการช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว ด้วยการเพิ่มบทบาทของตัวเองในการให้ความรู้กับประชาชนถึงการทุจริตคอร์รัปชัน ควบคู่การนำเสนอข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน

ชี้ป.ป.ช.มีกฎหมายฟันเอกชนอยู่แล้ว

ส่วนที่ป.ป.ช.เตรียมเสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อเอาผิดต่อภาคเอกชนและนิติบุคคล เพื่อให้งานปราบปรามของป.ป.ช.มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนั้น นายกล้านรงค์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบข้อมูลดังกล่าว แต่กฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับป.ป.ช.ได้ให้อำนาจ ป.ป.ช.สอบสวนหรือดำเนินคดีต่อเอกชนได้อยู่แล้ว อาทิ พ.ร.บ.การเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 ซึ่งให้อำนาจกับป.ป.ช.ในการไต่สวนภาคเอกชนก่อนที่จะส่งเรื่องให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการ ซึ่งตำรวจต้องใช้สำนวนของป.ป.ช.เป็นหลักในการดำเนินคดี แต่ถ้าเป็นเรื่องเจ้าหน้าที่รัฐทุจริตต่อหน้าที่และมีเอกชนเป็นผู้สนับสนุน ป.ป.ช.ก็สามารถดำเนินคดีกับเอกชนในฐานะผู้สนับสนุนได้