วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เอกชนชี้ถก'เอฟทีเอ'ช้าปีครึ่งเหตุอียูเบรกเยือนไทย

เอกชนชี้ถก "เอฟทีเอ" ช้าปีครึ่ง เหตุสหภาพยุโรปเบรกเจ้าหน้าที่เยือนไทย กระทบส่งออก

วานนี้ (23 มิ.ย.) รัฐมนตรีต่างประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) 27 ประเทศ ประชุมที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม โดยพิจารณาท่าทีของอียูต่อไทยภายหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้าควบคุมอำนาจเมื่อ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา

ที่ประชุมสรุปผลการประชุมของรัฐมนตรีต่างประเทศอียู ใน 5 ประเด็นหลัก คือ 1. สหภาพยุโรปและประเทศไทยมีความผูกพันแน่นแฟ้นต่อกันมาเป็นเวลานานทั้งในด้านการค้า การท่องเที่ยว การลงทุน วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองฝ่าย

2.ด้วยเหตุนี้ ทางคณะรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรปจึงได้เฝ้าติดตามสถานการณ์ในประเทศไทยในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาด้วยความกังวลเป็นอย่างยิ่ง คณะรัฐมนตรีฯ ได้เรียกร้องให้ผู้นำทหารดำเนินการเรื่องที่เร่งด่วนที่สุดในการคืนสู่กระบวนการทางด้านประชาธิปไตยที่มีความชอบธรรมและคืนการปกครองตามหลักรัฐธรรมนูญผ่านทางการเลือกตั้งที่น่าเชื่อถือและทุกฝ่ายมีส่วนร่วม คณะรัฐมนตรีฯ ยังได้ขอให้ทุกฝ่ายใช้ความยับยั้งชั่งใจสูงสุด โดยจะต้องให้ความเคารพต่อสิทธิมนุษยชนและยึดมั่นต่อสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีฯ ยังเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ทหารปล่อยตัวผู้ที่ถูกควบคุมตัวทางการเมืองทั้งหมด รวมทั้งหลีกเลี่ยงการจับกุมที่มีเหตุผลทางการเมืองและยกเลิกการควบคุมสื่อ

3.การประกาศของผู้นำทหารที่ผ่านมาไม่นานนั้น ยังไม่ได้ให้หลักประกันที่น่าเชื่อถือในการกลับคืนสู่การปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญ อันเป็นสิ่งจำเป็นในสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งนี้ จะต้องให้สถาบันทางด้านประชาธิปไตยต่างๆ สามารถกลับมาทำงานได้อย่างเต็มที่เพื่อเป็นหลักประกันการคุ้มครองและสวัสดิภาพของประชาชนทุกคน

4.ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว สหภาพยุโรปมีความจำเป็นที่จะต้องทบทวนการทำงาน โดยให้มีการระงับการเยือนอย่างเป็นทางการระหว่างกัน สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกจะไม่ลงนามในกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือ (Partnership and Cooperation Agreement) กับประเทศไทย จนกว่าจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และความตกลงอื่นๆ จะได้รับผลกระทบตามสมควร โดยประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปได้เริ่มทบทวนความร่วมมือทางทหารกับประเทศไทย

5.การมีแผนดำเนินการที่น่าเชื่อถือในการกลับสู่การปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญโดยเร็ว การมีการเลือกตั้งอันน่าเชื่อถือและทุกฝ่ายมีส่วนร่วมอย่างจริงจังเท่านั้นที่จะสามารถทำให้สหภาพยุโรปให้การสนับสนุนต่อไปได้ คณะรัฐมนตรีฯ จึงได้ตัดสินใจที่จะดำเนินการทบทวนความสัมพันธ์กับประเทศไทยและอาจพิจารณาดำเนินมาตรการอื่นๆ ต่อไปตามสถานการณ์

หลังเลือกตั้งเจรจาเอฟทีเอทันที

นายสุกิจ คงปิยาจารย์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวว่าไม่รู้สึกแปลกใจกับท่าทีของอียูที่ออกมาในลักษณะนี้ โดยระงับการเยือนทันที และไม่ลงนามความตกลงหุ้นส่วนและความร่วมมือ (PCA)

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากไทยกลับเข้าสู่ความสงบและมีประชาธิปไตยแล้ว ทางภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลช่วงนั้น ให้ความสำคัญกับการเจรจาความตกลงการค้าเสรีเอฟทีเอกับอียูเป็นอันดับแรก

"การไม่ได้เจรจาเอฟทีเอ ไม่ได้หมายถึงเราเสียหาย ความสามารถถดถอย แต่แต้มต่อที่เราจะได้เหนือคู่แข่งนั้นเราจะไม่ได้ ซึ่งการค้าระหว่างประเทศก็สำคัญ การจัดการปัญหาภายในประเทศก็สำคัญ ซึ่งเราก็ต้องจัดการปัดกวาดบ้านของตัวเองก่อน"

ชี้เซ็นเอฟทีเอช้าปีครึ่ง กระทบส่งออก

นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาพอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ผลกระทบหลักกรณีท่าทีอียู คือ จะมีการชะงักงันของการเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู ซึ่งมองตามกรอบการเลือกตั้งที่อียูกำหนดแล้ว คาดว่าจะทำให้ไทยลงนามเอฟทีเอได้ช้ากว่าคู่แข่งอย่างต่ำ 1-1 ปีครึ่ง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยไปอียูอย่างรุนแรง

เนื่องจากวันที่ 1 ม.ค. 2558 ไทยจะถูกตัดสิทธิจีเอสพี ทั้งหมด 100% ทำให้สินค้าไทยสู่คู่แข่งไม่ได้ เพราะคู่แข่งยังได้สิทธิและบางประเทศได้ลงนามเอฟทีเอกับอียูไปแล้ว

"ขณะนี้เราเสียภาษีสูงกว่าคู่แข่งมาก ซึ่งสินค้าที่ได้รับผลกระทบมากหรือน้อยนั้นจะอยู่ที่อัตราภาษีที่เรียกเก็บว่าห่างจากคู่แข่งเพียงใด หากห่างเพียงเล็กน้อย ผู้ประกอบการอาจลดต้นทุนลงมาแข่งได้ และผู้ซื้อจะเชื่อถือคุณภาพสินค้าไทยมากกว่าอยู่แล้ว" นายวัลลภ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ผู้ซื้อจะมองสิทธิประโยชน์ภาษีเป็นเรื่องสำคัญ แม้สินค้าจะมีคุณภาพสูง แต่ถ้าต้นทุนสูงกว่ามาก อาจทำให้ไทยสูญเสียตลาดได้

นอกจากนี้เขายังเป็นห่วงกรณีสื่ออังกฤษโจมตีไทยเรื่องใช้แรงงานทาส ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์สินค้าไทยพอสมควร โดยทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันรณรงค์สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องนี้และบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด