ส.นักข่าวฯจัดถกสื่อยุคคสช. เผย"นักข่าวอาวุโส"ห่วงเสรีภาพหด ขอคนรุ่นใหม่ผนึกรวมป้องสิทธิ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้จัดสัมมนาทางวิชาการ 1 เดือน คสช.เสรีภาพสื่อบนความรับผิดชอบ ในหัวข้อ “เสรีภาพสื่อมวลชนภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.255...” โดยมีบุคคลในแวดวงสื่อมวลชนและนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนร่วมเสวนา
นายมานิจ สุขสมจิตร อดีตนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า อดีตที่ผ่านมาในการปฏิวัติรัฐประหาร แต่ละยุคเพื่อเป็นบทเรียนในอนาคตว่า เราจะทำอย่างไรให้ได้มาสิทธิเสรีภาพมากที่สุด รวมถึงการรายงานข่าวได้สมบูรณ์ถูกต้องครบถ้วนรอบด้าน เพราะถ้าประชาชนได้ข้อมูลไม่ครบก็ตัดสินในหลายเรื่องผิดพลาด ดังนั้นเรื่องสิทธิเสรีภาพจึงมีความสำคัญ ย้อนไปตั้งแต่จำความได้ปีพ.ศ. 2484 ที่มีการออกพระราชบัญญัติการพิมพ์ ซึ่งเป็นกฎหมายที่แปลมาจากกฎหมายการพิมพ์ของประเทศอียิปต์แล้วอียิปต์ก็แปลมาจากอังกฤษ ที่มีการกดขี่ข่มเหงผู้ใช้หรือสื่ออย่างเต็มที่ หากมีการยึดอำนาจก็ออกคำสั่งมากดเสรีภาพของสื่ออย่างมาก ในสมัยก่อน ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการเตือน แล้วถ้าไม่เชื่อก็ปิดหนังสือพิมพ์ เนื่องจากเห็นว่าอาจจะเป็นข่าวไม่ถูกต้อง และปัจจุบันมีการปลดโซ่ตรวนนั้นออกมาแล้ว
"สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยและสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ มักพูดเสมอว่า เราไม่ควรใช้เสรีภาพล้นฟ้า แล้วอ้างว่า เราเป็นสื่อ เพราะเสรีภาพนี้ได้มาเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารรอบด้าน ไม่ใช่สู้มาเพื่อให้ได้ประโยชน์ส่วนตนของนายจ้าง ธุรกิจ นักการเมือง ดังนั้นในเรื่องของเสรีภาพจะต้องเรียกร้องให้มีอยู่จงได้ตามที่เคยระบุในรัฐธรรมนูญชั่วคราวพ.ศ. 2549 ที่รับรองสิทธิเสรีภาพไว้ให้ ใครจะไปเจรจากับคสช.ขอฝากเรื่องนี้ไปด้วยว่า ขอให้รับรองสิทธิเสรีภาพเท่ากับรัฐธรรมนูญ ชั่วคราวพ.ศ. 2549 ส่วนรัฐธรรมนูญจริงเรียกร้องว่า อย่างน้อยให้ได้เท่ารัฐธรรมนูญ ปีพ.ศ. 2550 ในมาตรา 45 46 47 48 ที่ห้ามนักการเมืองเข้ามาถือหุ้นสื่อ และยังต้องออกกฎหมายลูก คือ พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพและส่งเสริมมาตรฐานผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนที่เคยทำไว้ นอกจากนี้ใครจะเป็นสมาชิก สนช.ขอฝากเรื่อวนี้เพื่อเป็นประโยชน์ในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของพวกเรา” อดีตนายกสมาคมฯรุ่นเก๋า กล่าว
ขณะที่ รองศาสตราจารย์ มาลี บุญศิริพันธ์ กรรมการนโยบายไทยพีบีเอส กล่าวว่า การต่อสู้เสรีภาพของสื่อมวลชนในอดีต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสื่อหนังสือพิมพ์ ที่กระตือรือร้นในการออกมาปกป้องสิทธิ์ ขณะที่การควบคุมกันเองมีการตั้งสภาการหนังสือพิมพ์ที่กำกับดูแลสมาชิกในวงการให้ทำหน้าที่ตามหลักวิชาชีพหลักจริยธรรม เมื่อเกิดอะไรชึ้นสภาการต้องลงมาตักเตือน กำกับ ในที่สุดสภาการฯที่เป็นความฝันก็เกิดขึ้นจริงในการเป็นเครื่องมือในการกำกับดูแล แต่น่าเสียดายว่า กลไกกำกับดูแลอาจจะมีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนเรื่องระเบียบวิธีการจัดการสมาชิกด้วยกัน ที่ไม่สามารถใช้เป็นเครื่องมือได้เลย เพราะมีข้อร้องเรียนเข้ามา สมาชิกที่โดนตรวจสอบก็ลาออกจากการเป็นสมาชิก ดังนั้นถ้าต้องมีการปรับแก้ธรรมนูญหรือจะแก้กฎหมาย เป็นไปได้ไหม ที่จะมีมาตรา48 และมีข้อหนึ่งข้อใดในการปกป้องเสรีภาพไม่ว่าจะมีวิกฤติใดก็ตามหรือการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ เพราะสื่อจะเป็นเป้าหมายแรกในการจำกัดและกำหนดในการให้ข้อมูลข่าวสาร หากเราให้ข้อเท็จจริง เป็นประโยชน์
"เสรีภาพสื่อมวลชนเป็นกลไกตัวหนึ่งของประเทศที่ปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ไม่ใช่มีการเลือกตั้งอย่างเดียวเท่านั้น เมื่อเสรีภาพของสื่อมีอิสระ มีวิจารณญาณ และถ้ามีเสรีภาพแต่ไม่มีจริยธรรมก็ไม่เรียกสื่อนั้นว่า สื่อมืออาชีพ "
ด้านนายจักรกฤษ เพิ่มพูล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญหรือธรรมนูญชั่วคราว ต้องมีเรื่องสิทธิเสรีภาพอยู่แล้ว เมื่อเราสรุปบทเรียนที่เราจะปกป้องเสรีภาพ เพราะช่วงที่ผ่านมา เราพบว่าประชาชนให้ความสนใจน้อยมากว่าการลิดรอนเสรีภาพเป็นเรื่องสำคัญ ที่ต้องมาทบทวนว่าเป็นเพราะอะไร อาจจะเป็นเพราะบริบทสังคมเปลี่ยนแปลงที่มีสื่อมากขึ้น ทุกคนเป็นสื่อกันหมดก็ถูกมองว่าสื่อไม่มีความรับผิดชอบ การทำงานโดยมีเป้าหมายเชิงอุดมการณ์โดนมองข้ามไป ดังนั้นต้องโทษตัวเราเองว่ามีความรู้ความเข้าใจ มีสำนึกต่อสังคมน้อยไปหรือไม่
“เราน่าจะมีการรวมกันทุกสื่อเป็นหนึ่งเดียว ไม่ว่าจะเป็นสมาพันธ์หรืออะไรก็ตามในการกำกับดูแลกันเองสำหรับสื่อทั้งระบบ และคนที่ทำงานสุจริตจะไม่กลัวการรวมตัวกัน แต่คนที่กลัวคือคนที่แอบแฝงเข้ามาอาจจะกลัวระบบการจัดการ และระหว่างร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้คิดว่าน่าจะมีเวทีในการปฏิรูปสื่อครั้งใหญ่อีกสักครั้ง” ประธานสภาการหนังสือพิมพ์ ระบุ





