"พล.อ.ไพบูลย์"มอบนโยบายสถาบันการเงินระงับธุรกรรมลูกค้าเสี่ยงฟอกเงิน ขู่ใช้ยาแรงหากไม่ให้ความร่วมมือ
พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหาบก ในฐานะหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เป็นประธานมอบนโยบายกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) เพื่อขอความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินของกลุ่มค้ายาเสพติด โดยปปง.จะส่งรายชื่อบัญชีต้องสงสัยให้ธนาคารตรวจสอบ ทั้งนี้หากไม่ได้รับความร่วมมือคสช.จำเป็นต้องใช้ยาแรง พร้อมระบุว่าประเทศไทยมีปัญหาคอร์รัปชั่นสูง หลังคสช.ยึดอำนาจตนได้นำทหารเข้าค้นบ้านพักของบุคคลหลายแห่งพบกระเป๋าเปล่าจำนวน 40 ใบที่คาดว่าเป็นกระเป๋าที่ใช้ขนเงินสด จึงจำเป็นต้องขอความร่วมมือให้ร่วมกันตรวจสอบ ที่ผ่านมาผู้ต้องขังในเรือนจำก็สามารถเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารได้ และมีบัญชีธนาคารกว่า 400 บัญชีที่ตรวจสอบว่ามีความเชื่อมโยงกับขบวนการค้ายาเสพติด หลังจากนี้หากยังตรวจสอบพบอีกทั้งเจ้าหน้าที่ธนาคารและเรือนจำต้องรับผิดชอบ
"มีการพูดคุยถึงแนวคิดในการปราบปัญหาคอร์รัปชั่นกลุ่มที่นำเงินสดเก็บไว้ในบ้านว่า หากประกาศยกเลิกธนบัตรเพื่อเปลี่ยนรูปแบบธนบัตรใหม่ บังคับให้ผู้ครอบครองธนบัตรนำเงินสดมาแลกเปลี่ยนธนบัตรชุดใหม่เพื่อให้สถาบันการเงินตรวจสอบลูกค้าและให้เจ้าของเงินชี้แจงที่มาของเงินสด เพราะถ้าเราจัดการกับธุรกรรมการเงินได้จะแก้ปัญหาการกระทำผิดได้ทุกเรื่องไม่เฉพาะยาเสพติดเพราะคงไม่มีใครเสี่ยงกระทำผิดเพื่อแลกกับเงินเพียงเล็กน้อย ธนาคารเองก็ไม่ควรพอใจที่มีเงินผิดกฎหมายเข้ามาไหลเวียนในระบบธนาคาร"พล.อ.ไพบูลย์กล่าว
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวต่อว่า คสช. ไม่ใช่มนุษย์วิเศษที่จะสามารถบันดาลสิ่งใดก็ได้ แต่คสช.มีพลังที่จะทำให้ปัญหาหมดไปได้ เราอาจจำเป็นต้องทิ้งมิติประชาธิปไตยไปสักระยะเพื่อแก้ปัญหาประเทศ เพราะหากทำไม่สำเร็จจะเกิดผลกระทบมหาศาล คสช.ถือเป็นองค์กรเดียวที่จะแก้ไขได้งานนี้ไม่ใช่เรื่องของคนเก่งแต่เป็นเรื่องของคนกล้า ตนบอกกับผบ.ทบ.ว่าเราต้องกล้า ทำให้สำเร็จ ถ้าทำไม่สำเร็จแล้วเกษียณไปอาจจะมีความสุขกับลูกกับเมีย แต่ปัญหาจะคงอยู่กับประเทศนี้ ทั้งนี้ผบ.ทบ.ย้ำว่าจะไม่เกษียณหรือลาออกไปในขณะที่บ้านเมืองยังมีปัญหา
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวอีกว่า ภายในเดือนส.ค.นี้จะมีการตั้งสนช.เพื่อทำรัฐธรรมนูญชั่วคราว และในเดือนก.ย.จะมีรัฐบาลและสภาปฏิรูป จะพยายามทำให้ใกล้เคียงประชาธิปไตยมากที่สุด ขณะนี้กฎหมายใดที่ไม่จำเป็นต้องแก้ไขเร่งด่วนจะไม่ประกาศหรือออกคำสั่งเพราะหัวหน้าคสช.ระมัดระวัง ไม่ให้ถูกมองว่าไปแตะในเรื่องที่ติดค้างจากรัฐบาลที่ผ่านมา รวมถึงการแต่งตั้งโยกย้ายจะชะลอจนกว่าจะมีนายกรัฐมนตรี โดยเร็ว ๆ นี้อบต.กว่า 40 % จะครบวาระ ยืนยันว่าคสช.จะผลักดันให้มีการเลือกตั้ง โดยจะทำให้มีอบต.ที่มาจากการเลือกตั้งให้ได้ และท้ายที่สุดเมื่อมีกรอบกติกาหรือรัฐธรรมนูญที่เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่ายเราจะมีการเมือง พรรคการเมืองขึ้นมาบริหารประเทศ ดังนั้นขอให้ทุกคนให้ความร่วมมือแก้ไขปัญหาประเทศ เพราะลำพังคสช.คงไม่มีขีดความสามารถพอในการทำโดยไม่มีความร่วมมือจากทุกฝ่าย





