วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

มุมมองการทูตมือฉมัง ต่อปฏิกิริยาของสหรัฐฯ

"ส่วนไทยนั้นเมื่อชั่งผลได้ผลเสียแล้ว เขาพูดภาษาธุรกิจกับรัฐบาลชุดที่แล้วได้มากกว่า" กษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูตประจำสหรัฐอเมริกา

ปฏิกิริยาของสหรัฐอเมริกาที่มีต่อไทยหลังเกิดการ "รัฐประหาร" เมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นไปในทิศทางที่ต่อต้านและไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง โดยแสดงออกในรูปแบบของการตัดการช่วยเหลือนั้น ในสายตานักการทูตมือฉมังอย่าง กษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูตประจำสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้แสดงความคิดเห็นผ่านรายการ "บิสซิเนตทอล์ค" ทางสถานีโทรทัศน์ NOW26 ระบุว่า

ต้องเข้าใจว่าอเมริกาประสบความสำเร็จในเรื่องเสรีภาพ สิทธิมนุษยชนต่างๆ แล้วโดยตลอดมามีความพยายามจะส่งออกอุดมการณ์ประชาธิปไตยของอเมริกาเองออกไปให้ทั่วโลก คิดว่าประเทศไทยในช่วง 70-80 ปีที่ผ่านมา เป็น"ศิษย์ที่ดี"ของเขา เพราะตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 รูปแบบหรือธงในการปกครองของไทย แทบจะเลียนแบบหรือตามอเมริกา แล้วก็ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งมาโดยตลอด แม้ตลอดเวลาที่ผ่านมาเราจะมีการรัฐประหารบ่อย หรือมีการมองว่าเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ ยังถึงว่าเป็นศิษย์ที่ดีอยู่

เพราะเชื่อว่าความมุ่งมั่นของคนไทยกว่า 65 ล้านคนนั้น อยากที่จะสร้างประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบขึ้นมา แต่การที่จะเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์นั้น จะมีกระบวนการที่จะนำไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย อย่างเช่นตัวอเมริกาเอง เมื่อปลดแอกจากอังกฤษ เจ้าอาณานิคมเดิมก็เริ่มมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว และมีเรื่องราวของมาติน ลูเทอร์คิง เกี่ยวกับสิทธิของคนผิวสี

จะเห็นว่าไม่ใช่วันแรกที่ปลดแอกจะเป็นเสรีเลย อเมริกาก็ผ่านกระบวนการที่นำไปสู่ประชาธิปไตยในรูปแบบต่างๆ มาแล้ว รวมทั้งการปราบปรามกลุ่มอิทธิพลที่เข้ามาครอบงำวงการราชการ ทั้งการเลือกตั้งท้องถิ่น ผู้รักษากฎหมายอย่าง อัลคาโปน เป็นต้น

เพราะฉะนั้นอยากจะบอกให้เข้าใจกันว่า จริงๆ แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นมันก็อยู่ในกระบวนการ ซึ่งจะเป็นไปตามลำดับ แต่โดยรวมแล้วการมีส่วนรวมทางการเมืองของสังคมไทยดีขึ้นมาเป็นลำดับ แต่ยังไม่ถึงจุดของมัน โดยก่อนหน้านี้เราก็ฟันฝ่าลัทธิอุดมการณ์ทางการเมืองต่างๆ มาได้แล้วนั้น จึงทำให้มีการอะลุ่มอล่วยให้มีรัฐบาลทหารเพื่อไว้ให้จัดการหรือต่อต้านกลุ่มคอมมิวนิสต์ แต่ฝ่ายหลังก็มีการคัดค้านกลุ่มอำนาจทหารไป

แต่ในระยะเวลา 20 กว่าปีที่ผ่านมา จะเห็นว่ากลุ่มทุนเข้ามามีบทบาทในวงการเมืองอย่างมาก ครอบงำการเมืองอย่างเป็นระบบ จนมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองของภาคประชาชน เพื่อก้าวไปสู่ระบบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ในอนาคต ซึ่งหากปล่อยไว้ความรุนแรงก็จะเกิดขึ้น

ทางทหารในนาม "คณะรักษาความสงบแห่งชาติ" หรือ คสช. จึงต้องเข้ามาเพื่อตั้งโต๊ะประชาธิปไตยกันใหม่ และจึงอยากจะขอให้ฝ่าย คสช.ต้องชี้แจงและอธิบายในประชาคมโลก โดยเฉพาะอเมริกาให้เข้าใจว่าเป็นการเข้ามาเพื่อจัดระเบียบไม่ใช่การเข้ามายึดอำนาจเด็ดขาดตลอดไป

เมื่อถามว่าถ้าพูดแบบนี้แสดงว่าสหรัฐก็มีความรู้ความเข้าใจในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ แต่ทำไมยังมีแถลงการณ์ต่างๆ ต่อสถานการณ์การเมืองไทยอยู่ตลอด อดีตเอกอัครราชทูตประจำสหรัฐอเมริกา ชี้แจงว่าเพราะเขามองที่ใครมีอำนาจ คือก่อนหน้านี้เป็นพรรคการเมืองมีอำนาจ แต่ตอนนี้เป็นกองทัพเป็นคนมีอำนาจ แต่ลืมมองสถานการณ์โดยรวมและความต้องการของประชาชนทั่วไปว่า ต้องการอะไร

ซึ่งความต้องการของคนไทยคืนต้องการให้ผู้นำมีธรรมาภิบาล หรือภาษาโบราณคือ ต้องการให้ผู้นำมีทศพิธราชธรรม ไม่ใช่พวกมากลากไป และไม่ใช่ลัทธิเชื่อผู้นำ ฉะนั้นต้องฝากไปถึงเพื่อนอเมริกาว่าอย่าดูเพียงรูปลักษณ์ที่มีคณะรัฐบาลที่เป็นทหาร ต้องดูภาพรวม 20-30 ปีที่ผ่านมา และดูช่วง 7-8 เดือนที่ผ่านมา การมีส่วนร่วมของประชาชนทุกส่วนของสังคม ผมคิดว่าสถานทูตประจำประเทศไทยหรือส่วนกลางที่วอชิงตัน ก็น่าจะรับรู้เรื่องราว แต่มองแต่ว่าใครเป็นรัฐบาลอย่างเดียว มองแต่รูปแบบ แต่ไม่มองเนื้อหาและก็ไม่มองดูว่า ประชาชนชาวไทยออกมาเรียกร้องอย่างไร

และในส่วนของการประณามรัฐบาลทหารหรือ คสช. แต่พวกเขาไปทำอะไรที่ยูเครน ซีเรีย บาห์เรน ตูนีเซีย หรือที่อียิปต์ ซึ่งมีทหารเข้ายึดอำนาจ โดยเฉพาะกรณียูเครน สหรัฐและสหภาพยุโรปได้เข้าไปแทรกแซงให้การสนับสนุนกลุ่มต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งแทรกแซงอย่างเต็มที่

กรณีอียิปต์ สหรัฐหลับตาข้างหนึ่งให้ทหารเข้ามาครอบงำประเทศ แต่ในกรณีของไทยกลับมีแถลงการณ์ประณามซึ่งเป็น 2 มาตรฐาน ถามว่าทำไม 2 มาตรฐาน เขาต้องชั่งดูก่อนว่าผลประโยชน์เขาอยู่ที่ไหน กรณีแรกที่ยูเครน เพราะสหรัฐต้องการคานอำนาจกับรัสเซีย จึงพยายามดึงยูเครนมาอยู่เป็นพวกกับสหภาพยุโรป และต้องการทำให้รัสเซียอ่อนแอลง และถือเป็นการเปิดตลาดการค้าใหม่กับประชากร 40 ล้านคนที่นั่น

ส่วนกรณีอียิปต์ มีการชั่งน้ำหนักว่าระหว่างรัฐบาลทหารกับพวกสุดโต่งด้านศาสนา เขาเอาทหารดีกว่า และในแง่ยุทธศาสตร์ก็ต้องเก็บอียิปต์ไว้เป็นมหามิตรเพื่อจะได้ใช้ให้เป็นผู้ต่อต้านพวกหัวรุนแรงศาสนาอิสลาม ส่วนไทยนั้นเมื่อชั่งผลได้ผลเสียแล้ว เขาพูดภาษาธุรกิจกับรัฐบาลชุดที่แล้วได้มากกว่า และรัฐบาลชุดที่แล้วมาจากเสียข้างมาก ซึ่งก็มาตามสูตรสำเร็จที่สหรัฐเอาไว้ชั่งน้ำหนัก ซึ่งมองแค่ว่าถ้าเป็นรัฐบาลที่แล้วอาจจะดีกว่าแค่ในแง่ผลประโยชน์

ต่อกรที่สหรัฐประณามหรือจะแทรกแซงไทยเป็นเพราะจีนมีส่วนด้วยหรือไม่นั้น กษิต มองว่าเพราะเราเป็นพันธมิตรกับอเมริกามาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 รวมทั้งการต่อต้านคอมมิวนิสต์มาโดยตลอด ทั้งการช่วยเหลือด้านการเงิน รวมทั้งการทหาร และด้านเศรษฐกิจอีกด้วย ซึ่งถือเป็นมหามิตรของประเทศไทย ความใกล้ชิดความร่วมมือกับอเมริกา ถือว่าใกล้ชิดมาก เพราะครอบคลุมทุกด้าน

ส่วนจีนนั้น เคยเป็นศัตรูทั้งอเมริกาและไทย จนมีการปรับความสัมพันธ์ในช่วงประธานาธิบดีนิกสัน กับของไทยในช่วงม.ร.ม.คึกฤิทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเมื่ออเมริกาปรับความสัมพันธ์กับจีน ชาติอาเซียนก็ปรับตามแต่อาจจะยังไม่มีการทำตามร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะไทยกับจีนยังต่างกันในอุดมการณ์ แต่ไทยเราเหมือนอเมริกา

แต่ตอนนี้จีนมีความสำคัญมีทั้งด้านเศรษฐกิจ และด้านอาวุธ ที่มีการพัฒนารุดหน้าไปมาก และถ้าอเมริกาจะกังวลว่าไทยจะไปแนบแน่นกับจีนมากขึ้นหรือไม่ คงเป็นไปได้ยาก เพราะอุดมการณ์การเมืองต่างกัน ซึ่งเป็นข้อจำกัดอยู่ในตัว

คิดว่าอเมริกาไม่ได้แทรกแซง เพียงไม่พอใจว่าประชาธิปไตยไม่ไปข้างหน้า แต่อาจจะแทรกแซงที่รูปแบบรัฐบาลเพียงแค่นั้น ขอแนะนำว่า การทูตมันมี 2 ระดับ คือระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล กับการทูตภาคประชาชน คิดว่าสถานทูตสหรัฐยังทำน้อยไปไม่รู้ใจคนไทย ไม่มองสถานการณ์โดยรวม

อดีตเอกอัครราชทูตประจำสหรัฐอเมริกา ยังพูดทิ้งท้ายถึงเหตุที่เราต้องคำนึงถึงสหรัฐด้วย "เป็นเพราะความร่วมมือที่มีกันมาอย่างยาวนานในหลายๆ แง่ รวมทั้งการเป็นตลาดการค้าที่สำคัญ แต่เราต้องไม่ลืมว่าเมื่อเฉลี่ยกันแล้วแต่ละตลาดก็สำคัญพอๆ กัน ซึ่งนั่นหมายความว่า เราต้องเอาตลาดใกล้ๆ ตัวก่อน แต่เราจะทิ้งอเมริกาเลยก็ไม่ได้เพราะเราต้องเอาสิ่งที่ประเทศอื่นไม่มี เช่นในเรื่องเทคโนโลยี เป็นต้น"

000

(ล้อมกรอบ)

อย่าสนวิจารณ์จากคนนอกต้องมองประโยชน์ชาติก่อน

นายสุรชัย ศิริไกร อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงปฏิกิริยาของสหรัฐ ที่มีต่อไทยว่า "ไม่ต้องไปสนใจคำแถลงของอเมริกาเลย เพราะมันเป็นเพียงหน้าที่ของเขา หากไม่วิจารณ์ประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ก็จะถูกพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม (พรรครีพับลิกัน) วิจารณ์ได้

แต่ประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ เราต้องทำให้ทั่วโลกเข้าใจว่า เหตุผลกลไกต่างๆ ความจำเป็นทั้งหมดที่ต้องเข้ามาควบคุมอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน ซึ่งต้องพยายามชี้แจ้งว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทยเดิมนั้น ไม่มีความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง แม้จะมาจากเสียงข้างมาก จากการเลือกตั้ง

ที่สำคัญเมื่อเป็นรัฐบาลแล้ว ไม่ใช่ดูว่ามาจากการเลือกตั้งอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบเช่น รัฐบาลมีความรับผิดชอบหรือไม่ มีความโปร่งใสหรือไม่ มีธรรมาภิบาลหรือไม่ แต่รัฐบาลชุดที่แล้วไม่มีสิ่งใดเลย ซึ่งเป็นเผด็จการเองด้วยซ้ำ ทั้งควบคุมสื่อ ไม่โปร่งใส การบริหารงานผิดพลาดอย่างมากมาย ทำให้มีประชาชนออกมาต่อต้าน มาประท้วง จนเกือบจะเกิดสถานการณ์เลวร้ายจนเป็นสงครามกลางเมืองแล้ว ซึ่งหากเราอธิบายด้วยเหตุผลในรูปแบบนี้ เชื่อว่าต่างชาติจะมีความเข้าใจอย่างถูกต้อง

หากมองว่าจะมีผลกระทบในแง่ต่างๆ ไหม เช่น ด้านเศรษฐกิจหรือการเมืองนั้น บอกได้เลยว่าไม่ เพราะเรามั่นคงในฐานะที่เป็นสมาชิกกลุ่มประเทศอาเซียน และตลอดเวลาที่ผ่านมาเรามีความสัมพันธ์อันดีมาโดยตลอด ซึ่งน่าจะเข้าใจดี แต่ต้องวิพากษ์วิจารณ์ตามรูปแบบของเขา ซึ่งในปัจจุบันเราก็เห็นว่าอเมริกาไม่ได้มีบทบาทเป็นผู้นำโลกอีกแล้ว เพราะระบบโลกมีหลายขั้นอำนาจขึ้น เช่นนั้นอเมริกาไม่ได้มีอิทธิเหมือนเดิม

แต่สิ่งที่เราควรจะตระหนักและยึดถือคือผลประโยชน์ชาติมากกว่า ในส่วนอนาคตเราต้องดูว่าจะมีการปฏิรูปให้มั่นคงได้อย่างไร ถ้าเราทำให้มั่นคงได้และมีการเลือกตั้งได้ คิดว่าอเมริกาคงจะไม่มีปัญหาอะไร ความสัมพันธ์ก็คงจะเหมือนเดิม

แม้อเมริกาจะพูดเรื่องประชาธิปไตย แต่ไม่ได้ทำจริง ยกตัวอย่าง ซาอุดีอารเบียกับบรูไน ทั้ง 2 ประเทศนี้ปกครองแบบประชาธิปไตยหรือเปล่า ก็ไม่ใช่ เป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ก็เพราะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับอเมริกา จึงไม่เคยปริปากว่า 2 ประเทศนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะอเมริกาดำเนินนโยบายอยู่บนผลประโยชน์ตัวเองเป็นหลักนั่นเอง