สพฐ.มีมติไม่แยกวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมืองฯออกมาต่างหาก แต่ให้อยู่ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคม ศาสนาและวัฒนธรรมเหมือนเดิม
นายวินัย รอดจ่าย ประธานกรรมการพัฒนาการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการพัฒนาการเรียนฯ ว่า ที่ประชุมมีมติให้คงวิชาประวัติศาสตร์ และวิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคมไว้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมเหมือนเดิม แต่ให้แยกการเรียนการสอนออกมาเป็นวิชาเฉพาะ
โดยวิชาประวัติศาสตร์กำหนดว่า จะต้องเรียนรวม 40 ชั่วโมงต่อปี ส่วนวิชาหน้าที่พลเมือง ให้เรียนรวมกับเนื้อหาศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม เศรษฐศาสตร์ และภูมิศาสตร์ รวม 80 ชั่วโมงต่อปี และให้เพิ่มวิชาหน้าที่พลเมืองฯ ไว้ในรายวิชา/กิจกรรมที่สถานศึกษาจัดเพิ่มเติมตามความพร้อมและจุดเน้น 40 ชั่วโมงต่อปี โดยเรียนทุกระดับการศึกษา ตั้งแต่ชั้น ป.1-ม.6 ของสถานศึกษาทุกสังกัด ส่วนโรงเรียนนานาชาติจะศึกษารายละเอียดว่าต้องเพิ่มวิชาเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน
นายวินัย บอกอีกว่า การจัดการเรียนการสอนทั้ง 2 วิชา นอกจากจะมีหนังสือเรียน หนังสืออ่านนอกเวลา และกิจกรรมเสริมแล้ว ยังจะแต่งเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรักชาติ และเชิญนักร้องที่มีชื่อเสียง เป็นที่นิยมของวัยรุ่นมาร้องเพลงให้เด็กได้ฟัง และร้องตาม เพื่อปลุกใจและให้เด็กเกิดความรักชาติ โดยช่วงปลายเดือนมิ.ย.นี้ จะประชุมเชิงปฏิบัติการกำหนดรายละเอียดว่าจะเพิ่มเติมเนื้อหาสาระใดบ้าง พร้อมจัดทำคู่มือการจัดการเรียนการสอนให้ครู ซึ่งอาจเป็นเอกสารแนบนำไปใช้เสริมเพิ่มเติม อย่างไรก็ตามหากพร้อมจะดำเนินการในเรื่องใดได้ก่อน ก็ให้โรงเรียนสามารถดำเนินการได้ทันที แต่ถ้าจะให้ครบกระบวนการทั้งหมดคาดว่าจะเริ่มได้ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557
ด้าน รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) นายกมล รอดคล้าย กล่าวว่า สาเหตุที่ไม่แยกเป็นกลุ่มสาระวิชาประวัติศาสตร์ และวิชาหน้าที่พลเมืองฯ ตามนโยบายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพราะนักวิชาการด้านสังคมศึกษาทักท้วงว่า การจะเรียนสองวิชานี้ให้เกิดผลต้องเรียนรวมกับเนื้อหาสาระอื่นในกลุ่มสาระสังคมศึกษาฯ จะแยกจากกันไม่ได้ และหากแยกเป็นกลุ่มสาระจะใช้เวลาดำเนินการนานด้วย จึงมีมติให้เพิ่มชั่วโมงเรียนกิจกรรมและจุดเน้นแทน





