"ชัยวัฒน์ สถาอานันท์"ปาฐกถาวันสถาปนาคณะรัฐศาสตร์ มธ. ชี้ต่างประเทศดึงคู่ขัดแย้งร่วมแผนปรองดอง
นายชัยวัฒน์ สถาอานันท์ หัวหน้าสาขาวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์สันติวิธี(คยส.) ในสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย กล่าวปาฐกถาพิเศษวันสถาปนาคณะรัฐศาตร์ หัวข้อ "ร่องรอยความปรองดอง ภายใต้เงาความขัดแย้ง" ว่า วันนี้เป็นวันที่ 22 ถ้านับจากวันที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ทำการรัฐประหาร 22 พ.ค. โดยหัวหน้าคสช.ประกาศแนวทางแก้ปัญหาประเทศเป็น 3 ขั้น ขั้นแรกสร้างความปรองดองสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองที่แตกแยกกันมานาน จากนั้นก็ดำเนินการปฏิรูปในเรื่องต่าง ๆ ที่สังคมเห็นว่าสำคัญ ตรารัฐธรรมนูญชั่วคราวและรัฐบาล สุดท้ายก็จัดให้มีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยที่ฝ่ายต่าง ๆ พึงปรารถนา
นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า เท่าที่ทราบและเคยทำงานเกี่ยวกับการปรองดองมาบ้าง ตนพบบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับความพยายามปรองดองอย่างน้อย 3 เรื่อง 1.ปกติแล้วความพยายามปรองดอง คณะทำงานเพื่อความปรองดองจะเกิดขึ้นหลังจากความรุนแรงและความขัดแย้งครั้งใหญ่ในสังคมยุติลง เช่น กรณีประเทศอัฟริกาใต้ หรือเวียดนาม การทำงานปรองดองในบริบทที่ความขัดแย้งหนักหนาและความแตกต่างถึงขั้นแตกแยกร้าวรานในสังคมอย่างหนัก แม้จะเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรสร้างให้เกิดขึ้น แต่ก็ทำได้ยากที่สุด 2.ข้อค้นพบที่ว่าแนวทางปรองดองประเภทเสื้อมีขนาดเดียวกัน ทุกคนต้องใส่เหมือนกันหมดมักทำงานปรองดองไม่สำเร็จ และทางรอดของการปรองดองอยู่ที่การให้ผู้มีส่วนได้เสียในความรู้สึกขัดแย้งรู้สึกว่าเป็นเจ้าของกระบวนการปรองดองตั้งแต่ต้น ความเป็นเจ้าของนี้มีผลดีต่อความสำเร็จของกระบวนการปรองดอง เช่นเดียวกับประเทศโซมาเลีย
นายชัยวัฒน์ กล่าวด้วยว่า และ 3.ปัญหาสำคัญของคนที่สนใจสร้างความปรองดอง ต้องเข้าใจว่าทั้งการปรองดองและตนเอง อยู่ตรงไหนในแผนที่ความสัมพันธ์ของมนุษย์ นอกจากคนที่พยายามสร้างการปรองดองต้องตั้งคำถามว่า ตนเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งที่พยายามเข้าไปแก้ไขหรือไม่อย่างไรร ยังต้องเข้าใจด้วยว่า เราอาจบังคับคนที่ไม่ถูกกันมาอยู่ในที่เดียวกันได้ กระทั่งกำหนดให้มีการลงนามในสนธิสัญญาบางประเภท อาทิ สหรัฐอเมริกาใช้อำนาจเหนือกว่าบีบให้ประเทศขัดแย้งอย่างอิสราเอลและปาเลสไตล์มาเจรจากัน จนบรรลุข้อตกลงได้ แต่ความพิศดารของการปรองดองประการหนึ่งคือข้อตกลงที่ได้ไม่ใช่การปรองดอง เพราะเท่าที่ทราบการปรองดองจะบังคับให้เกิดขึ้นไม่ได้ เหตุผลที่บังคับให้เกิดขึ้นไม่ได้เพราะการปรองดองเป็นกระบวนการทางปฏิบัติ
"ไม่มีสังคมใดจะมีแต่ประสบการณ์ความขัดแย้งรุนแรงโดยปราศจากร่องรอยสันติวิธี เป็นไปได้หรือไม่ว่า การค้นพบร่องรอยสันติวิธีในท่ามกลางความขัดแย้งที่รุนแรง อาจกลายเป็นขุมพลังสร้างสรรค์ความเข้มแข็งให้กับกระบวนการปรองดองสมานฉันท์ได้บ้างหรือไม่"นายชัยวัฒน์ กล่าว
จากนั้นนายชัยวัฒน์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการปาฐกถา ว่า ความปรารถนาในกระบวนการปรองดองยังมีอยู่ แต่ในต่างประเทศการปรองดองส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายหลังความขัดแย้งรุนแรงยุติลงแล้ว แต่ของเราความขัดแย้งยังมีอยู่ ผู้ที่ทำเรื่องการปรองดองต้องตั้งคำถามว่าเขาอยู่ในแผนที่ไหนในกระบวนการปรองดอง ถ้ายังอยู่ในส่วนหนึ่งของความขัดแย้งจะสามารถปรองดองได้หรือไม่ เพราะการปรองดองจะเป็นการบังคับไม่ได้ เช่นเดียวกับเรื่องความรักก็ไม่สามารถบังคับกันได้ ดังนั้นการสร้างเงื่อนไขของการปรองดองอาจจะต้องใช้เวลา นอกจากนี้ ในต่างประเทศพบว่าเงื่อนไขที่ใช้การปรองดองต้องมีน้ำหนัก ต้องทำให้คู่ขัดแย้งรู้สึกว่าเป็นเจ้าของในกระบวนการปรองดอง ความสำเร็จก็จะเกิดขึ้น
"การปรองดองของเราตอนนี้ยังมีความขัดแย้งอยู่ถึงแม้จะดูเงียบลงแต่ก็ยังไม่หายไป ในต่างประเทศหลายที่ทำสำเร็จแล้ว แต่โจทย์ใหญ่จะทำอย่างไรไม่ให้มีความแตกแยก ให้สามารถอยู่ด้วยกันได้ ให้เห็นอีกฝ่ายว่าเป็นมิตร ไม่ใช่ศัตรู การเอาผู้นำมาอยู่ร่วมกันอาจเป็นวิธีการหนึ่งแต่สิ่งสำคัญต้องให้เป็นเจ้าของกระบวนการปรองดอง ใครเป็นเจ้าภาพไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่คนที่ทำต้องเข้าใจความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสำเร็จก็จะสูงขึ้น"นายชัยวัฒน์ กล่าว





