วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทูตไทยขานรับโรดแมพคสช.ชี้แจงนานาชาติ

ทูตไทยขานรับนำโรดแมปคสช. ชี้แจงนานาชาติ พร้อมประสานเอกชนต่างชาติช่วยคุยกับรบ.ต่างประเทศลดแรงกดดันไทย

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงแคนเบอร่า ว่า มาตรการตอบโต้ของออสเตรเลียก็เหมือนกับสหรัฐอเมริกา และประเทศอื่นๆ ซึ่งภายหลังที่ได้ทำการรัฐประหาร ตนได้ไปทำความเข้าใจทันทีถึงความจำเป็นและย้ำ ว่า ไทยยังยืนหยัดในหลักการประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ และเป็นที่ยอมรับของคนทุกฝ่าย สิ่งที่เกิดขึ้นจะนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้องหลุดพ้นปัญหา โดยสิ่งที่เกิดขึ้นไมได่ส่งผลกระทบต่อไทย แต่ยังส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจ การเมือง สังคมที่ไทยเป็นศูนย์กลางในภูมิภาค ทั้งนี้ หลังจากที่ คสช.มีโรดแมปที่ชัดเจนเกี่ยวกับสภานิติบัญญัติ แนวทางปฏิรูป และการจัดการเลือกตั้ง ถือเป็นเรื่องดีที่เอกอัครราชทูตที่นำไปชี้แจงทำความเข้าใจ โดยล่าสุดออสเตรเลียมมรท่าทีเข้าใจที่ดีขึ้น

นายมาริษ กล่าวว่า ภาคเอกชนก็แสดงความพร้อมจะมาลงทุนในไทยต่อ เนื่องจากเข้าใจสถานการณ์ในไทยเป็นอย่างดี โดยไม่ได้แสดงความวิตกกังวล ทั้งนี้ ตนยังได้ไปพบกับรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของออสเตรเลีย ท่านก็ได้รับการเยือน และในระหว่างกำลังกำหนดวันเดินทางเนือนประเทศไทย นอกจากนี้ ตนจะขอนัดพบกับผู้บัญชาการสูงสุดของออสเตรเลีย เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการลดระดับความร่วมมือทางการทหาร ทั้งนี้เชื่อว่าความสัมพันธ์ทางการทหารยังเป็นไปในทางทิศทางที่ดี เพราะสองประเทศยังมีความร่วมมือกันตลอด นอกจากนี้ ส่วนที่มีรายงานว่า ทางการออสเตรเลียไม่ออกวีซ่าให้กับภริยาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งทางการออสเตรเลียก็ปฏิเสธข่าวดังกล่าว นอกจากนี้ ตนยังได้สอบถามเกี่ยวกับออกประกาศไม่ให้ พล.อ.ประยุทธ์เข้าประเทศ และได้รับการยืนยันว่า ผู้นำทางทหารของไทยยังสามารถเดินทางเข้าใจออกออสเตรเลียได้เป็นปกติ ยกเว้น พล.อ.ประยุทธ์ คนเดียวที่มีกลไกป้องกันไม่ให้หัวหน้า คสช.เข้าประเทศ

ด้านนางนงนุช เพ็ชรรัตน์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี กล่าวถึงท่าทีของประเทศเยอรมนีที่มีต่อประเทศไทย ว่า ไม่ได้มีการลดทอนความสัมพันธ์กับประเทศไทย แต่มีความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แม้บางกลุ่มที่มีความคิดเห็นเสรีประชาธิปไตยแต่ก็มีความเข้าใจ สำหรับภาคธุรกิจนั้น กรณีของธุรกิจขนาดใหญ่ของเยอรมนียังคงเชื่อมั่นว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในไทยจะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในไทย และยังคงเดินหน้าตัดสินใจลงทุนในไทยต่อไป อาทิ บริษัท โฟล์กสวาเกน ที่ยังจะนำเงินมาลงทุนในไทย จำนวน 4,000 ล้านบาท แต่ตนยอมรับว่าเรื่องดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจกลุ่มนักธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก(เอสเอ็มอี)ที่จะเข้ามาลงทุนในไทย เพราะนักธุรกิจกลุ่มนี้ยังไม่มีความเข้าใจต่อสถานการณ์ในไทยมากพอ จึงอาจจะกระทบต่อการตัดสินใจในการลงทุนบ้าง ทั้งนี้ เราได้รับข้อมูลว่ามีสมาคมมาตรฐานวิชาชีพเกี่ยวกับธุรกิจด้านอิเล็คทรอนิกส์ของเยอรมนี สนใจที่จะเข้ามาพัฒนานักเรียนอาชีวศึกษาของไทยให้มีมาตรฐานสูงขึ้น ซึ่งอาจจะช่วยดึงดูดนักธุรกิจเอสเอ็มอีได้ ดังนั้น สถานเอกอัครราชทูตไทยฯจะดำเนินการประสานความร่วมมือดังกล่าวต่อไป

นอกจากนี้ หลังจากที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ประกาศโรดแมปออกมา และมีการสร้างความชัดเจนเรื่องการเลือกตั้งและการปฏิรูปต่างๆ จนนำไปสู่กระบวนการประชาธิปไตยนั้น ถือว่าสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับเยอรมันนีมากขึ้น ที่สำคัญหลังจากหารือร่วมกับ หัวหน้า คสช. เรียบร้อยแล้วในจะสามารถนำข้อมูลทั้งหมดไปชี้แจงต่อประเทศเยอรมันนี และสามารถเรียกความเชื่อมั่นจากทุกภาคส่วนกลับมาได้อย่างแน่นอน

ขณะที่นายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กล่าวว่า การที่ คสช.มีโรดแมปที่ชัดเจนเป็นเรื่องที่ดี ในการนำไปชี้แจงต่อทางการสหรัฐฯ ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ ก็มีความเข้าใจดีขึ้น และไม่ติดใจสอบถามในหลักการประชาธิปไตย เนื่องจากทราบว่า ในโรดแมประบุจะมีการเลือกตั้งภายใน 1 ปี แต่สิ่งที่เป็นห่วงคือ การประกาศเคอร์ฟิวในหลายพื้นที่ที่จำเป็นต้องชี้แจงอย่างต่อเนื่องหากจะมีการยกเลิก

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้คาดหวังว่ามาตรการกดดันของสหรัฐฯ จะยกเลิกโดยทันที เนื่องจากเข้าใจสิ่งที่ออกมาเป็นข้อบังคับทางกฎหมายที่จะยกเลิกต่อเมื่อไทยจะมีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เอกอัครราชทูตจะใช้ความสัมพันธ์ที่ดีกับนักธุรกิจ ภาคเอกชนที่เข้ามาลงทุนในไทย ในการสร้างความเข้าใจและใช้เป็นเวทีชี้แจงให้เข้ามาลงทุน โดยตนได้นัดพบปะกับภาคธุรกิจของสหรัฐฯ ใน 1 - 2 สัปดาห์หลังจากนี้ เช่นเดียวกับเอกอัครราชทูตหลายประเทศ อาทิ เยอรมัน เบลเยี่ยม ญี่ปุ่น และอุปทูตไทย ประจำประเทศอังกฤษ ก็มีความเห็นเดียวกันว่า การพบปะกับหัวหน้า คสช.ในวันนี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะนำไปชี้แจงกับทางการประเทศนั้นๆ โดยเฉพาะโรดแมพ