วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

นักวิเคราะห์ห่วงทหารรับมือเศรษฐกิจ

นักวิเคราะห์ห่วงทหารรับมือเศรษฐกิจ หวังว่าจะใช้บทเรียนเมื่อปี 2549 มาบริหารประเทศให้เกิดเสถียรภาพ

สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า การรัฐประหารในประเทศไทยครั้งที่แล้วทำให้ตลาดหุ้นร่วงกราวรูด จากการออกมาตรการควบคุมการเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างเข้มงวด และในการรัฐประหารครั้งล่าสุดนี้ บรรดานักลงทุนต่างหวังว่า บรรดานายทหารจะเรียนรู้จากบทเรียนครั้งที่แล้ว

แม้ว่าจะเกิดการรัฐประหารล่าสุด แต่ตลาดหุ้นก็ยังรับมือได้ และจะไม่ยอมให้ส่งผลกระทบในแง่ลบ แต่ก็ยังคงมีความกังวลใจที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. แต่งตั้งให้ผู้บัญชาการทหารอากาศ ดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ และแต่งตั้งให้ผู้บัญชาการทหารเรือไปดูแลด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยว

ผู้เชี่ยวชาญหลายคน บอกว่า การรัฐประหารครั้งที่แล้ว เมื่อปี 2549 ได้แสดงให้เห็นว่า ทหารขาดความรู้ความชำนาญในการบริหารประเทศที่ได้ชื่อว่ามีเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้

นายราจีฟ บิสบวอส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เอเชีย ของบริษัทที่ปรึกษา ไอเอชเอส ให้ความเห็นว่า การที่รัฐบาลทหารต้องดิ้นรนจัดการกับเศรษฐกิจ สะท้อนถึงการขาดทักษะในด้านการจัดการและบริหารเศรษฐกิจ ทหารยังไม่สามารถที่จะเดินหน้าปฏิรูปอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยเพราะติดสถานภาพของผู้เข้ามาดูแลความสงบเรียบร้อยชั่วคราว

ขณะที่นาย ไรอัน อาเฮอริน นักวิเคราะห์เอเชีย ของบริษัทที่ปรึกษาด้านความเสี่ยง เมเปิลครอฟฟ์ ให้ความเห็นว่า หลังการรัฐประหาร เมื่อปี 2509 ตลาดหุ้นพากันหวาดวิตกมาตรการควบคุมการเคลื่อนย้ายเงินทุน ที่ถูกบังคับใช้นานหลายเดือน เพื่อพยายามควบคุมไม่ให้เงินบาทแข็งค่า ซึ่งไม่เป็นที่พอใจของนักลงทุน

รัฐประหารครั้งก่อน ตลาดหุ้นไทยรูดลงไปถึง 15% ภายในวันเดียว ก่อนที่ทางการจะทำให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว และยังพิจารณาด้วยว่า จะจำกัดการลงทุนของต่างชาติในธุรกิจต่างๆ ซึ่งแม้จะเป็นแค่แนวคิดสั้น ๆ และทิ้งไปในเวลาอันรวดเร็ว แต่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนก็หดหายไปแล้ว ด้วยเพราะความวิตกเกี่ยวกับนโยบายชาตินิยม

แต่สำหรับการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ตลาดหุ้นไทยขานรับด้วยการปรับตัวขึ้นไป 4% ผลพลอยได้จากความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก แต่ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดของไทย กำลังจับตาสถานการณ์ด้วยความวิตกกังวล

บริษัทผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง โตโยต้าและนิสสัน ต่างก็ลงทุนมูลค่ามหาศาลในประเทศไทยอันเป็นผลมาจากแรงดึงดูดด้านแรงงานมีทักษะ และความสะดวกในการทำธุรกิจ

ช่วงก่อนที่จะเกิดรัฐประหาร เศรษฐกิจของไทยก็ซวนเซอยู่แล้ว จากการประท้วงยาวนาน 7 เดือน ที่มีการนองเลือดบ้างในบางครั้ง สถานการณ์ที่บั่นทอนความเชื่อมั่นและสร้างความหวาดวิตกให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ข้อมูลที่ทางการเผยออกมาเมื่อไม่นานมานี้ แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรก หดตัว 2.1% ทำให้เกิดความวิตกว่า จะฟุบอย่างต่อเนื่อง และนำไปสู่ภาวะถดถอยในที่สุด โดย นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรม อกว่า เศรษฐกิจไทยเหมือนคนใกล้ตาย ที่กำลังป่วยและต้องให้ออกซิเจน

ในส่วนของผู้บริโภคไทยนั้น กลับพากันโล่งใจที่ทหารเข้ายึดอำนาจ อย่างน้อยก็ในตอนนี้ ที่สามารถสยบความไม่สงบทางการเมืองลงได้ จากผลการสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า ความมั่นใจของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นในเดือนพฤษภาคม และเป็นครั้งแรกในรอบ 14 เดือน แต่ทางการได้คาดการณ์ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจไว้เพียงแค่ 1.5-2.5% น้อยกว่าก่อนหน้านี้ที่ 3-4 %

นายสเตฟเฟ่น ดิ๊ก นักวิเคราะห์จากมูดี้ส อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ให้ความเห็นว่า ไทยกำลังเผชิญปัญหาด้านประเด็นโครงสร้างต่าง ๆ เช่น การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค และความล่าช้าตัวในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน

หลังการรัฐประหารครั้งที่แล้ว เศรษฐกิจโลกที่แข็งแกร่ง ได้ช่วยให้เศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งและเติบโตขึ้นราว 5% ทั้งในปี 2549 และปี 2550

ที่ผ่านมาไทยได้รับฉายาว่า "เทฟลอน ไทยแลนด์" เพราะความสามารถในการพลิกฟื้นกลับมาได้ทุกครั้ง หลังเผชิญความผันผวนทางการเมืองหลายครั้งหลายครา แต่นักวิเคราะห์มองว่า ครั้งนี้อาจจะมีปัญหา จากการที่นักลงทุนมองว่า การไร้เสถียรภาพในระยะยาวอาจส่งผลต่อนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่สอดคล้องกัน แต่ขณะเดียวกัน พวกนักลงทุนที่ไม่อยากถอนการลงทุนออกจากประเทศไทย ก็อาจจะยับยั้งการเริ่มลงทุนใหม่ ๆ เอาไว้ก่อน จนกว่าจะมีการเลือกตั้ง หรือมีสัญญาณบ่งชี้ถึงความมีเสถียรภาพในระยะยาว