คสช.เรียกประชุม 15 หน่วยงานยาเสพติด ขีดเส้น 30 วันต้องเห็นผลงานหยุดการแพร่ระบาดอย่างเป็นรูปธรรม
พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ ภายหลังเป็นประธานการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 15 หน่วยงาน ให้นโยบายและแนวทางปราบปรามการแพร่ระบาดของยาเสพติด ว่า คสช. ได้เข้ามาจัดระบบในการทำงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กำหนดแนวทาง โดยชี้แจงว่าคสช. ไม่เน้นปริมาณหรือตัวเลข ซึ่งทำให้มีปัญหาสร้างตัวเลขขึ้นมา แต่ขอให้เน้นคุณภาพของงาน ซึ่งทุกหน่วยงานรู้ว่ายาเสพติดเป็นปัญหา และเป็นภัยร้ายต่อประเทศชาติ จึงจัดให้มีเจ้าภาพในเรื่องต่างๆ และให้ต้องรายงานผลคืบหน้าทุก 7 วัน 15 วัน คาดว่า ภายใน 30 วัน จะเห็นชัดเจนว่า จุดไหนมีปัญหา บกพร่อง เพื่อเข้าไปแก้ปัญหา เช่น ผู้เสพยาเสพติดที่ผ่านการบำบัดแล้ว มีการติดตามอย่างไร เหตุใดจึงกลับไปเสพซ้ำ นอกจากนี้กำชับให้ป.ป.ส.ตรวจสอบในเรื่องงบประมาณที่กระจายอยู่ตามกระทรวงต่างๆ ใช้ไปอย่างไรตรงจุดหรือไม่
สำหรับแนวทางการปรับโครงสร้างกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอนั้น พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช. มอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานไปพิจารณาว่าแต่ละหน่วยงานต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างอย่างไร เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ และทำงานให้ประชาชน ไม่ใช่เฉพาะดีเอสไอ อย่างไรก็ตาม เห็นด้วยที่ ดีเอสไอควรต้องปลอดจากการแทรกแซงทางการเมือง แต่แผนการปรับดีเอสไอ ตนยังไม่ได้รับข้อมูลจากกระทรวงยุติธรรมและยังไม่ถึงขั้นตอนนั้น
ด้านพล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กล่าวว่า พล.อ.ไพบูลย์ ให้ความสำคัญเรื่องปัญหาการสั่งซื้อยาเสพติดจากเรือนจำ ซึ่งขัดกับความรู้สึกของประชาชนทั่วไป โดยกำชับไม่อยากให้มีการสั่งซื้อยาเสพติดจากในเรือนจำได้อีก สำหรับ 30 วัน จากนี้ ต้องหยุดการแพร่ระบาดของยาเสพติดในชุมชน ทุกอำเภอ ต้องมีการปิดล้อม เอ็กซเรย์ ตรวจค้น และนำผู้เสพเข้าสู่กระบวนการบำบัด หลังผ่านการบำบัดแล้ว ต้องดูแลไม่ให้กลับไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดอีก
เลขาธิการป.ป.ส.กล่าวอีกว่า คสช. เน้น กระบวนการทำงานแก้ปัญหายาเสพติดให้เป็นระบบ กำหนดระยะเวลา 30 วัน คืนความสุขให้ประชาชน ชุมชน ลูกหลานปลอดยาเสพติด เน้นเจ้าหน้าที่รัฐต้องไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด โดยจะสร้างกลไกประเมินผลเจ้าหน้าที่ ซึ่งใน 30 วัน จะเห็นผล พื้นที่ไหนมีปัญหา ละเลย ไม่ปฏิบัติ หรือรู้ว่ามีผู้ใต้บังคับบัญชาไปเกี่ยวข้อง ซุกซ่อนยา อย่างตำรวจในพื้นที่ ถ้าปล่อยปละละเลย ก็ต้องมีการบริหารงานบุคคลให้เหมาะสม และมีการให้ความดีความชอบขั้นพิเศษกับคนที่ทำงานอย่างได้ผล
พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวถึงปฏิบัติการที่จะเร่งดำเนินการ คือมาตรการยึดอายัดทรัพย์สิน ขบวนการค้ายาเสพติด ซึ่งในเร็วๆนี้ จะเข้ายึดทรัพย์ โครงข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่ ในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งมีทรัพย์สินจำนวนมาก และมีโครงข่ายเชื่อมโยงกับผู้กว้างขวางในพื้นที่ ขณะนี้เจ้าหน้าที่เฝ้าติดตามและตรวจสอบบัญชีการเงินที่มีการเคลื่อนไหวเชื่อมโยงกับขบวนการค้ายาเสพติด
รายงานข่าวเปิดเผยว่า ภายหลังการประชุมพล.อ.ไพบูลย์ได้เรียกนายประยงค์ ปรียาจิตต์ รองเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เข้าไปพูดคุยนานประมาณ 10 นาที โดยกำชับให้ป.ป.ท.เดินหน้าปราบปรามเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และจะกำหนดภารกิจพิเศษให้ปฏิบัติการในเร็วๆนี้





