สัมภาษณ์พิเศษ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล แนวทางการสร้างความปรองดองในชาติเริ่มจากข้าราชการ เลิกค่านิยม"คนของพรรคการเมือง"
พลันที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งให้ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ไปปฏิบัติหน้าที่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีอีกตำแหน่งหนึ่ง แทนที่ นายธงทอง จันทรางศุ ที่ถูกโยกไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น
สปอตไลท์ฉายจับไปที่ ม.ล.ปนัดดา ว่าน่าจะได้รับมอบหมายภารกิจเรื่องผสานความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของข้าราชการ เพราะเจ้าตัวเคยพิสูจน์ตัวเองในการทำหน้าที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ หนึ่งในเมืองหลวงของคนเสื้อแดงมาแล้ว ซึ่งก็ประสบความสำเร็จด้วยดีทั้งๆ ที่ถูกมองว่าอยู่อีกขั้วหนึ่ง
แนวคิดแนวทางที่ ม.ล.ปนัดดา วางเอาไว้ จึงน่าสนใจอย่างยิ่ง!
หนักใจงานในหน้าที่ใหม่ที่ต้องรับผิดชอบเพิ่มเติมหรือไม่?
การรับราชการไม่ว่าจะอยู่กระทรวงไหน เมื่อได้รับคำสั่งให้ไปทำหน้าที่อะไรก็ต้องทำ อย่างครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ต้องออกมานอกกระทรวงมหาดไทย ผมรับราชการมานานหลายสิบปี ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ต้องทำงานข้ามหน่วยงาน ต้องทำความรู้จักกับพี่น้องเพื่อนข้าราชการใหม่ๆ จำนวนมาก ก็ต้องรู้สึกหนักใจเป็นธรรมดา
แต่ความหนักใจก็จะทำให้เรามีสติ ไม่ผลีผลามกระทำการสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้นการทำงานในครั้งนี้ที่ได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ก็จะมุ่งมั่นทำงาน แล้วจะเอาประสบการณ์ตั้งแต่ในอดีต ประกอบกับสิ่งที่ผู้ใหญ่เคยสอนไว้ ทำงานให้ประสบความสำเร็จสูงสุด
ทราบว่าต้องไปช่วยงานศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) เพื่อสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในประเทศด้วย?
ศปป.ถือเป็นแนวคิดสำคัญของ คสช. โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ขณะนี้ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้สั่งการไปยังทุกจังหวัดให้ทำงานร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เพื่อช่วยกันประสานความเป็นหนึ่งเดียวของประชาชนแต่ละจังหวัดให้เกิดขึ้นทั้ง 76 จังหวัดและกรุงเทพฯ
ส่วนผมทำหน้าที่ประสานงานในฐานะสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เราจะพยายามสื่อไปยังพี่น้องข้าราชการว่าทำอย่างไรให้ข้าราชการเกิดความเป็นเอกภาพ มีน้ำจิตน้ำใจรักใคร่ซึ่งกันและกัน และเป็นตัวอย่างให้กับประชาชนในการดำรงรักษาประเทศ เพราะเราคงไม่อยากเห็นภาพข้าราชการแบ่งแยก ถือฝักถือฝ่ายตามกระแสของการเมือง อีกทั้งคงไม่มีประเทศใดทั้งสิ้นหรือตำราใดที่ระบุว่าข้าราชการไทยเป็นข้าราชการของการเมือง หรือผู้ว่าราชการจังหวัดของพรรคการเมือง นายอำเภอของพรรคการเมือง ไม่มีอยู่ในสารบบ
เรื่องนี้เราต้องช่วยกันสร้างความเข้าใจและทัศนคติให้เกิดขึ้นกับพี่น้องเพื่อนข้าราชการ คำว่าข้าราชการของพรรคการเมืองนั้นไม่มี แต่ทางกลับกัน เราต้องสำนึกอยู่เสมอว่า เราคือข้าราชการของพี่น้องประชาชน ข้าราชการของแผ่นดิน เราต้องดำรงมั่นด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ดำรงหลักคิดของการมีจริยธรรมของสังคม ธรรมาภิบาลของการปกครอง หากสังคมมีความโปร่งใส เป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ระบบราชการก็จะเกิดความเรียบร้อย และประเทศชาติก็จะเจริญก้าวหน้า
ฉะนั้นแนวทางก็คือเราจะทำอย่างไรเพื่อนำพาประเทศกลับสู่จุดเดิมที่ข้าราชการเป็นแบบอย่างของประชาชน ไม่ทุจริตคอร์รัปชัน อ่อนน้อมถ่อมตน เข้าหาประชาชน มีหัวใจที่จะให้บริการประชาชน มีความรักชาติรักแผ่นดินในทางที่ถูกที่ควร หากเกิดขึ้นได้ ประชาชนก็จะเกิดความสุขและไว้วางใจ
ที่จริงระเบียบการปฏิบัติของข้าราชการก็มีอยู่แล้ว อยู่ในสำนักงาน ก.พ. (สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน) และสำนักงาน ก.พ.ร. (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ) สถาบันพระปกเกล้า สถาบันดำรงราชานุภาพ ที่พูดถึงการปฏิบัติตนของข้าราชการที่ควรจะเป็น แต่เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมาเราอาจจะตามใจตัวเราเองมากไป
ดังนั้นเราต้องหันกลับมาทบทวนบทบาทของข้าราชการ เราจะประพฤติปฏิบัติอย่างไรที่จะสร้างความประทับใจ สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้เกิดกับประชาชน เพราะที่ผ่านมาประชาชนมองว่าข้าราชการเอาตัวรอดไปวันๆ และอิงกระแสการเมือง ซึ่งมันไม่ใช่ เป็นเรื่องที่จะต้องนำพาประเทศชาติ เดินก้าวหน้าพร้อมไปกับประชาชน
เราจะสลายแนวคิดของประชาชนสองขั้วได้อย่างไร?
ตอนนี้บางจังหวัดเริ่มมีการจัดตั้งศูนย์ปรองดองฯ ระดับจังหวัด ลงไปถึงระดับอำเภอ โดยนายอำเภอเป็นผู้นำแล้ว และได้ทำงานร่วมกันกับ กอ.รมน.ในพื้นที่ หากเกิดการเจรจาพูดคุย มีการถกแถลง ปรับความเข้าใจ ก็น่าจะดีขึ้น เพราะนิสัยของคนไทยไม่ใช่อยู่ๆ จะไปลบล้างความรู้สึกของเขาง่ายๆ ต้องพูดจาด้วยเหตุและผลว่า เราเป็นคนไทยด้วยกัน ไม่มีสิ่งอื่นที่จะทำให้เกิดความแตกแยกได้ การเมืองต้องมาทีหลัง ประชาชนและประเทศชาติต้องมาก่อน แล้วก้าวไปสู่เป้าหมายเดียวกัน คือ ความสุขความเจริญของประเทศชาติ
ทั้งนี้ ศูนย์ฯระดับชาติ ระดับจังหวัดและระดับอำเภอ ต้องทำงานตามกรอบนี้ให้ได้ และเราต้องมีดัชนีชี้วัดด้วยว่าแต่ละส่วนงานไปถึงตรงไหน คืบหน้าอย่างไร ดังนั้นผู้ว่าฯและนายอำเภอจึงเป็นบุคลากรหลักในระดับภูมิภาค
เราต้องตั้งปณิธานกันใหม่ ให้เราได้เกิดความรู้ความเข้าใจในความเป็นชาติ แม้กระทั่งเรื่องภาษีอากรที่หลายคนยังไม่เข้าใจ จึงมีแนวคิดที่อยากจะแยกไปบริหารจัดการจังหวัดตนเอง ซึ่งความจริงไม่ใช่ เพราะจังหวัดที่ร่ำรวยหรือทุ่มเทให้แก่ประเทศชาติโดยการจ่ายภาษีให้แก่ประเทศสูง อย่างเช่น จ.พระนครศรีอยุธยา นครปฐม ชลบุรี สมุทรปราการ ระยอง และอีกหลายๆ จังหวัดรอบกรุงเทพฯนั้น ก็เป็นจังหวัดที่ร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้
ส่วนคำพูดที่ว่าหากจังหวัดใดไม่เลือกพรรคการเมืองใด จะไม่ได้รับงบประมาณจัดสรรไปยังจังหวัดนั้นๆ ไม่น่าจะเป็นคำพูดที่เหมาะสม เพราะว่ารัฐบาลของประเทศไทยมีรัฐบาลเดียว คือรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัฐบาลจะต้องช่วยเหลือทุกจังหวัด โดยการปราศจากการเลือกปฏิบัติ
หากข้าราชการไทยเป็นหนึ่งเดียวกันได้แล้ว ก็น่าจะแก้ปัญหาในส่วนของประชาชนได้ง่ายขึ้นหรือไม่?
ก็จะมีกลุ่มคนจำนวนไม่มากที่จะต้องพูดคุยกัน ไม่ใช่ใช้อำนาจกดดันกัน ผู้ที่มีอำนาจทุกระดับ ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จะต้องช่วยกันคิดว่านี่คือประเทศของเราที่จะต้องนำพาไปสู่ความสุข ไม่มีใครรักเราเท่ากับคนไทยรักกันเอง เราต้องใช้หลักคิดเป็นสโลแกนในการลดความแตกแยก เสริมสร้างความสามัคคีด้วยหลักธรรมาภิบาล จะใช้เวลาเท่าไรก็ตามก็ต้องมุ่งมั่น ไม่มีสังคมใดที่ประสบความสำเร็จในเรื่องการเมืองการปกครอง หากสังคมนั้นยังเป็นสังคมที่ไม่สะอาด และแผนงานนี้จะต้องดำเนินการในรัฐบาลชุดต่อๆ ไปด้วย





